เมื่อวันที่ 10 ก.ย. สำนักงานศาลรัฐธรรมนูญได้เปิดเผยเอกสารคำวินิจฉัยคำร้องที่ประธานรัฐสภาขอให้พิจารณาปัญหาเกี่ยวกับหน้าที่และอำนาจของรัฐสภาตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 210 วรรคหนึ่ง (2) โดยมีผลการพิจารณาในประเด็นสำคัญว่า รัฐสภามีอำนาจริเริ่มหรือแสดงความต้องการเพื่อจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ได้ แต่ต้องให้ประชาชนออกเสียงประชามติเห็นชอบ ซึ่งกำหนดให้มีการทำประชามติทั้งหมด 3 ครั้ง ได้แก่
ครั้งที่ 1: ให้ประชาชนออกเสียงประชามติว่าสมควรมีรัฐธรรมนูญฉบับใหม่หรือไม่
ครั้งที่ 2: ให้ประชาชนออกเสียงประชามติเกี่ยวกับวิธีการและเนื้อหาที่สำคัญในการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่
ครั้งที่ 3: ภายหลังรัฐสภาจัดทำร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่เสร็จแล้ว ให้ประชาชนออกเสียงประชามติว่าเห็นชอบกับร่างฉบับใหม่หรือไม่
โดยระบุเพิ่มเติมว่า การทำประชามติครั้งที่ 1 และ 2 สามารถทำพร้อมกันได้
ด้าน รองศาสตราจารย์ ดร.วรรณภา ติระสังขะ จากคณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (มธ.) ได้ตั้งข้อสังเกตต่อคำวินิจฉัยดังกล่าวว่า แม้จะเห็นถึงการที่ศาลให้ความสำคัญกับการรับฟังเสียงประชาชน แต่การที่ศาลวินิจฉัยเพิ่มเติมว่า รัฐสภาไม่อาจให้ประชาชนเลือกผู้ร่างรัฐธรรมนูญได้โดยตรง ดูเหมือนจะมีความย้อนแย้งกันอยู่ และอาจทำให้ศาลรัฐธรรมนูญกลายเป็นผู้วางและกำหนดเงื่อนไขในการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่เสียเอง
นอกจากนี้ เมื่อพิจารณาเปรียบเทียบกับคำวินิจฉัยที่ 4/2564 ที่ศาลรัฐธรรมนูญเคยวินิจฉัยไว้ จะพบความแตกต่างที่ว่าในคำวินิจฉัยล่าสุดนี้มีการกำหนดให้ทำประชามติถึง 3 ครั้ง โดยเฉพาะครั้งที่ 2 ที่ให้ประชาชนต้องเห็นชอบกับ “วิธีการและเนื้อหาที่สำคัญ” ซึ่งเป็นรายละเอียดที่ไม่เคยปรากฏมาก่อน
รศ.ดร.วรรณภากล่าวอีกว่า แม้จะระบุให้การทำประชามติครั้งที่ 1 และ 2 สามารถรวมกันได้ แต่การกำหนดเงื่อนไขให้ต้องทำประชามติถึง 3 ครั้งนี้ อาจทำให้เกิดข้อจำกัดและทอดเวลาของการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ออกไป เนื่องจากตามหลักการแล้ว การแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญได้ส่งมอบอำนาจจากประชาชนไปสู่รัฐสภาอยู่แล้ว เพื่อกำหนดกรอบกติกาและกระบวนการในการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่
นักวิชาการจาก มธ. ยังกล่าวต่อไปว่า เพื่อให้การจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่เดินหน้าต่อไปได้ พรรคการเมือง สภาผู้แทนราษฎร และรัฐบาล จำเป็นต้องเร่งผลักดันให้มีการเปิดประชุมสภา เพื่อพิจารณาร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ หมวด 15 ในวาระที่ 1 ภายในเดือนกันยายน โดยไม่ต้องรอการแถลงนโยบายต่อรัฐสภา เพื่อให้สอดคล้องกับคำมั่นที่ให้ไว้กับประชาชน
นอกจากนี้ กระบวนการทำงานในรัฐสภายังต้องควบคู่ไปกับการขับเคลื่อนนอกสภา เพื่อให้ประชาชนตระหนักถึงความสำคัญของการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ และให้เกิดเสียงในการผลักดันภายใต้กรอบเวลาที่จำกัด
“สิ่งสำคัญของการออกเสียงประชามติ รวมถึงการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่คือ การได้มีพื้นที่สาธารณะของการถกเถียงกัน ในประเด็นโครงสร้างของสถาบันการเมือง สิทธิเสรีภาพของประชาชน ดังนั้นกระบวนการก่อนการลงประชามติจึงมีความสำคัญอย่างยิ่ง เพราะเป็นโอกาสในการสร้างความตระหนักรู้ถึงคุณค่าของกฎหมายสูงสุด และบทเรียนที่เกิดขึ้นจากรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบัน โดยต้องให้ความสำคัญกับการมีส่วนร่วมของประชาชนตลอดกระบวนการ เพื่อให้เกิดฉันทามติร่วมกันในการออกแบบประเทศใหม่” รศ.ดร.วรรณภา กล่าวสรุป



