นับเป็นการสูญเสียครั้งยิ่งใหญ่ของศิลปินหนุ่มชื่อดังยุค 90 สำหรับ “ลิฟท์-สุพจน์ จันทร์เจริญ” ที่ต้องเผชิญกับข่าวเศร้าหลังคุณพ่ออันเป็นที่รัก “คุณพ่อสุพรรณ จันทร์เจริญ” ได้จากไปอย่างสงบเมื่อช่วงเช้าวันที่ 21 เม.ย. ที่ผ่านมา ท่ามกลางความโศกเศร้าของครอบครัวและเพื่อนพ้องในวงการบันเทิงที่ส่งกำลังใจมาให้อย่างต่อเนื่อง
สำหรับสาเหตุการจากไป คุณพ่อสุพรรณมีอาการความดันสูงและหมดสติไปตั้งแต่วันที่ 10 เมษายน 2569 ซึ่งแพทย์วินิจฉัยว่าสาเหตุเกิดจากลิ่มเลือดอุดตันที่ก้านสมอง ส่งผลให้สมองเสียหายอย่างหนักก่อนจะเสียชีวิต
ล่าสุดวันนี้ (22 เม.ย. 69) ณ วัดศิริพงษ์ธรรมนิมิตร (ศาลา 9) ได้มีพิธีรดน้ำศพและสวดพระอภิธรรมเป็นคืนแรก บรรยากาศเต็มไปด้วยความอาลัย โดยมีภรรยา “หญิง นราวัลย์” และ “น้องพราว” ลูกสาวค่อยให้กำลังใจ รวมถึงญาติและคนสนิท เพื่อนพ้องร่วมวงการอาทิ พ่อรอง เค้ามูลคดี, ออย ธนา, ปาน ธนพร, นุ๊ก สุทธิดา อีกมากมายที่ร่วมมาไว้อาลัยแน่นงาน
โดยในระหว่างพิธี ลิฟท์ สุพจน์ ในฐานะลูกชายคนเดียว แม้จะมีอาการโศกเศร้าและน้ำตาซึมออกมาเป็นระยะ แต่เจ้าตัวยังคงพยายามฝืนเข้มแข็งเพื่อทำหน้าที่จัดการงานให้คุณพ่ออย่างดีที่สุด พร้อมเปิดใจถึงวินาทีบีบหัวใจว่า การจากไปครั้งนี้
“คุณพ่อเพิ่งเสียไปเมื่อวานตอนเช้า วันนี้เป็นวันสวดวันแรก จริงๆการจากครั้งนี้ ถือว่าเป็นโชคร้ายของคุณพ่อมันเป็นลิ่มเลือดที่ไปอุดตันตรงก้านสมองเลยทำให้เลือดไม่ขึ้นไปเลี้ยงตรงสมองและทำให้เขาหมดสติแล้วก็ช็อคไป คุณพ่ออยู่โรงพยาบาลมาประมาณ 10 วัน นอนหลับอย่างเดียว นอนหลับปกติ ก็ยังดีผมรู้สึกว่าเขาจากไปอย่างสงบไม่ได้มีอาการอะไร ตอนแรกคุณหมอคิดว่าเป็นสโตรกแต่พอไปสแกนสมองแล้วไม่เจอเลือดออก เขาเลยมุ่งไปที่หัวใจคิดว่าหัวใจน่าจะโต จนเวลามันผ่านไปนานมากกว่าจะเจอสาเหตุจริงๆมันก็ผ่านไปตั้ง8-9 ชั่วโมง สมองเสียหายซึ่งคุณหมอบอกตั้งแต่แรกแล้วว่าการที่พ่อจะกลับมาเหมือนเดิมหรือฟื้นขึ้นมาคงจะยาก เราทำใจตั้งแต่วันแรก ซึ่งก็หนักพอสมควรสำหรับคนที่เป็นญาติและพวกเรา”
“ถามว่าคุณพ่อได้ฝากฝังอะไรไว้ไหมคือไม่ได้ฝากฝังอะไรไว้ปกติเราใช้ชีวิตเหมือนทุกวัน คุณพ่อเป็นคนออกกำลังกายทุกวัน แต่ข้อเสียของการออกกำลังกายทุกวันคือเขาเชื่อมั่นว่าเขาแข็งแรงเค้าไม่ป่วยไม่มีอาการเจ็บอะไร ถ้าปวดหัวเดี๋ยวกินยาก็หายเลยกลายเป็นความดื้อไม่ยอมไปหาหมอไม่ยอมไปตรวจสุขภาพไม่ยอมทำอะไรทั้งสิ้นเพราะคิดว่าไม่เป็นอะไรออกกำลังกายทุกวันสุขภาพแข็งแรงอยู่แล้ว เลยกลายเป็นข้อเสียของคนที่คิดว่าตัวเองแข็งแรงพอเกิดอะไรขึ้นมาทีนึงมันก็ปุ๊บปั๊บแล้วก็ไปเลย (ไม่มีอาการอะไรที่บ่งบอกว่าคุณพ่อป่วยเลยใช่ไหม?) คุณพ่อไม่เคยป่วยเลย ไม่เคยเข้าโรงพยาบาล ไม่เคยหาหมอ ไม่เคยกินยา มันเลยเป็นความเชื่อของเขาว่าเค้าแข็งแรง คุณพ่อไม่มีอาการเลย อย่างที่บอกเค้าออกกำลังกายทุกวันทุกคนที่ได้ยินข่าวเค้าก็ยังตกใจเพราะมองว่าเค้าแข็งแรงมากออกกำลังกายทุกวันสุขภาพจิตดี ไม่มีสาเหตุไม่มีอาการว่ามันจะจากไป ถามว่ามีอาการปวดหัวไหมก็มีอาการปวดหัวตามอายุของแกเหมือนคนแก่ทั่วๆไปก็มีบ้างที่เวียนหัวกินยาแล้วก็นอน ตื่นมา ก็ไปออกกำลังกายต่อเค้าทำแบบนี้เป็นกิจวัตรเลยคิดว่าตัวเองแข็งแรง”
“คำสอนที่ยึดถือมาตลอดพ่อจะสอนให้เราทำวันนี้ให้ดีที่สุดอย่าไปคิดคิดถึงวันหน้าว่ามันจะเป็นอะไรทำวันนี้ให้ดีแล้วอนาคตมันก็จะดีตาม คุณพ่ออายุ 76 ปี กำลังจะเข้า 77 ก่อนจะเสียวันนึง ขับรถกับพ่อพ่อบอกว่างวดนี้77 มาแน่ เราก็มองว่าพูดไปเรื่อยสุดท้ายก็อ้าว ”
“ผมเป็นลูกคนเดียวอยู่ด้วยกันกับคุณพ่อทุกวันตั้งแต่เด็ก ก็เลยใกล้ชิดกันมากส่วนน้องพราว(ลูกสาว)ในตอนแรกเค้าก็เข้มแข็ง แต่พอมาเจองานจริงๆเราก็สงสารลูกเขาไม่อยากร้องไห้เค้ากลัวว่าร้องไห้แล้วปู่จะไม่สงบ ส่วนหญิงเค้าดีครับคอยประคับประคองตลอดแต่ทุกวันนี้ที่ต้องดูแลกันต่อไปก็คงจะเป็นคุณแม่ ไม่อยากให้เค้าเหงาเพราะเราเข้าใจว่าเค้าอยู่ด้วยกันมา 50 ปี อยู่ด้วยกันทุกวันผ่านอะไรมาเยอะผมว่าเค้าน่าจะเหงาเหมือนกัน แต่คุณแม่ พยายามทำใจมาตั้งแต่วันแรกที่รู้ข่าวว่าคุณพ่อเป็นโรคแบบนี้ ก็พยายามทำใจมาเรื่อยเรื่อยแต่พอมาเจองานเข้าจริงๆผมว่าทุกคนก็เสียใจเหมือนกัน”
“สำหรับพิธีก็สวดสามวัน ส่วนวันเสาร์ก็เผาครับ คิดว่าสิ่งที่คุณพ่อเค้ายังเป็นห่วงก็คงจะเป็นห่วงคุณแม่มากกว่าครับเพราะคุณแม่เค้าอยู่กันมานานแต่ผมเชื่อว่าคนที่ไปก็จากไปอย่างสงบ ส่วนคนที่ที่ยังอยู่ก็ต้องดูแลตัวเองและใช้ชีวิตที่เหลือให้มีความสุขต่อไป ส่วนผมผมคิดว่าผมใช้ชีวิตกับพ่อมาคุ้มแล้วทำทุกอย่างได้ดีในฐานะลูกชายคนหนึ่งที่จะทำได้ก็เลยไม่ได้รู้สึกว่าเราติดค้างหรือเสียใจอะไรครับ”





















