เมื่อวันที่ 21 พ.ค. พ.ต.อ.ภูวดล อุ่นโพธิ ผกก.สน.บุปผาราม สั่งการให้ เจ้าหน้าที่ตำรวจฝ่ายสืบสวน สน.บุปผาราม จับกุมตัวนายโอ๊ต อายุ 29 ปี ชาว จ.ร้อยเอ็ด ผู้ต้องหาตามหมายจับศาลอาญาธนบุรีที่ 572-573 ลงวันที่ 20 พ.ค.69 และนายหนุ่ม อายุ 36 ปี ชาว จ.เพชรบูรณ์ ศาลอาญาธนบุรี ที่ 574/2569 ในข้อหาเดียวกัน “ร่วมกันลักทรัพย์โดยลวงว่าเป็นเจ้าพนักงาน” โดยจับกุมได้ที่บริเวณระเบียงทางเดิน ชั้น 2 หอพักในซอยลาดหญ้า 1 แขวงสมเด็จเจ้าพระยา เขตคลองสาน กรุงเทพฯ
สืบเนื่องจากพนักงานสอบสวน สน.บุปผาราม รับแจ้งจากผู้เสียหาย ว่า เมื่อวันที่ 29 เม.ย.69 ได้รู้จักกับ นายกิตติพงศ์ ผู้ต้องหาผ่านแอปฯ “Hornet” ซึ่งเป็นแอปกลุ่มชายรักชาย ก่อนนัดพบและเข้าพักภายในโรงแรมย่านคลองสาน กรุงเทพฯ ก่อนเปิดห้องพักจนเสร็จกิจกัน

กระทั่งเช้าวันรุ่งขึ้น (30 เม.ย.) ผู้ต้องหาได้ออกอุบายอ้างว่าจะมีเจ้าหน้าที่ตำรวจเข้าตรวจสอบโทรศัพท์มือถือของผู้เสียหาย เนื่องจากพบเส้นทางการเงินต้องสงสัย พร้อมหลอกถามรหัสผ่านโทรศัพท์มือถือ ผู้เสียหายเกิดความกลัวจึงยอมให้รหัส ก่อนพบว่ามีการโอนเงินออกจากบัญชีธนาคาร 2 ครั้ง รวมเป็นเงิน 13,600 บาท ก่อนจะเช็กเอาท์ออกจากโรงแรม และเดินข้ามถนนไปกินข้าวกับผู้ต้องหา
ขณะที่ผู้เสียหายไปรอที่ศูนย์อาหาร มีคนร้ายที่อ้างตัวว่าเป็นเจ้าหน้าที่ตำรวจได้ใช้บัญชีชื่อของผู้ต้องหาในแอป”Hornet” พิมพ์ข้อความมาในแชตสั่งให้ ไปตามหาตัวผู้ต้องหาให้เจอ เพื่อออกอุบายว่าจะวางแผนจับกุม พร้อมให้แจ้งความเคลื่อนไหวตลอดเวลา เมื่อรับคำสั่งจากตำรวจในแชตว่าให้ติดตามผู้ต้องหาและแจ้งความเคลื่อนไหวตลอด ผู้เสียหายจึงตามไปนั่งทานข้าวกับผู้ต้องหา และรายงานตามที่คนร้ายบอก จากนั้นคนร้ายพิมพ์แชตสั่งให้มอบโทรศัพท์ไปให้ผู้ต้องหาเพื่อนำไปให้ตำรวจจึงมอบให้ ก่อนเข้าแจ้งความ
นอกจากนี้ยังมีผู้เสียหายอีก 1 ราย เหตุเกิดวันที่ 1 พ.ค. ให้ข้อมูลว่า ได้รู้จักกับผู้ต้องหาผ่านแอปดังกล่าว ก่อนถูกชักชวนไปพักที่โรงแรมเดียวกัน อ้างว่าจะพาไปพบเพื่อน ก่อนพาออกจากโรงแรมไปนั่งบริเวณซอยลาดหญ้า 1 ระหว่างนั้น นายชัยรัตน์ ผู้ต้องหาที่ 2 ได้เดินผ่านเข้ามา ก่อนที่ผู้ต้องหาที่ 1 จะลุกเดินตามไป ทิ้งให้ผู้เสียหายนั่งรอเพียงลำพังจากนั้นไม่นาน ผู้เสียหายได้รับข้อความทางแอปไลน์จากผู้ต้องหา อ้างว่าตำรวจกำลังเข้าตรวจค้นห้องพัก และต้องจ่ายเงินสินบนเพื่อหลีกเลี่ยงการถูกดำเนินคดี พร้อมเรียกเงินจำนวน 3,000 บาท แต่ผู้เสียหายมีเงินเหลือเพียง 500 บาท จึงโอนเงินไปยังบัญชีธนาคารตามที่คนร้ายแจ้ง

ต่อมาในช่วงเช้าตรวจสอบจากกล้องวงจรปิดพบว่า นายชัยรัตน์ ได้สะพายกระเป๋าเป้ของผู้เสียหายเดินออกจากโรงแรม ก่อนเรียกรถจยย.รับจ้างหลบหนี ขณะที่นายกิตติพงศ์ได้หลบหนีออกจากพื้นที่ในเวลาต่อมาเช่นกัน
ต่อมาวันที่ 20 พ.ค.พนักงานสอบสวน จึงรวบรวมพยานหลักฐาน ขออำนาจศาลอาญาธนบุรีออกหมายจับผู้ต้องหาทั้ง 2 ราย ก่อนติดตามจับกุมตัวไว้ได้
จากการสอบสวน นายกิตติพงษ์ ให้การรับสารภาพ ว่าก่อเหตุดังกล่าวจึง ส่วนนายชัยรัตน์ ให้การปฏิเสธว่าไม่เกี่ยวข้อง จึงถูกนำตัวส่งพนักงานสอบสวน สน.บุปผารามเพื่อดำเนินคดีตามกฎหมาย และอยู่ระหว่างการขยายผลตรวจสอบว่าอาจมีผู้เสียหายรายอื่นตกเป็นเหยื่อในลักษณะเดียวกันเพิ่มเติมอีกหรือไม่ต่อไป



