เมื่อวันที่ 12 ก.ย. 68 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า “นายชูวิทย์ กมลวิศิษฎ์” อดีต สส. และอดีตหัวหน้าพรรครักประเทศไทย ได้ออกมาโพสต์ข้อความ ลงในเพจ “ชูวิทย์ กมลวิศิษฎ์” โดยแสดงความคิดเห็นกรณีคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ ที่เผยว่าประชาชนไม่มีสิทธิเลือก ส.ส.ร. โดยตรง ซึ่งส่งผลต่อแนวทางแก้รัฐธรรมนูญตามเงื่อนไขใน MOA ของพรรคประชาชน

โดยเจ้าของโพสต์ เผยอีกว่า “ขึ้นต้นเป็นลำไม้ไผ่ พอเหลาลงไปกลายเป็นบ้องกัญชา ผ่านไปไม่กี่วัน คุณเท้งแห่งพรรคประชาชนก็ต้องสาละวนรีบแถลงข่าวเสียงหลงเสียแล้ว เพราะคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ ไม่ให้ประชาชนเป็นผู้เลือกสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ (ส.ส.ร.) โดยตรง แต่ให้อำนาจรัฐสภาเป็นผู้แก้ไขเพิ่มเติมได้ พูดจาภาษาชาวบ้าน คือ ประชาชนไม่มีสิทธิโดยตรง แต่ให้ สส. และ สว. เป็นผู้เลือก ส.ส.ร. ชาวบ้านเขารู้กันทั้งบางว่า “ใครเป็นไอ้โม่งคุมคะแนนเสียง สว. อยู่ คงมีแต่พรรคประชาชนไม่รู้อยู่พรรคเดียวมั้ง ไหนจะต้องทำประชามติอีก 3 ครั้ง แม้ครั้งที่ 1 กับ 2 จะทำพร้อมกัน”

“แต่เป็นช่องทางให้เห็นว่า ไม่สามารถทำตามเงื่อนไข 4 เดือน ที่กำหนดไว้ใน MOA ได้ คุณอนุทินพูดได้เต็มปากเต็มคำว่า ไม่ได้เป็นผู้ทำผิดเงื่อนไข แต่เป็นเพราะศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยมา แม้คุณเท้งรีบออกตัวว่า “คำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญยังไม่ได้ปิดช่องให้ ส.ส.ร. มาจากการเลือกตั้งของประชาชน” แล้วเดินวนเวียนขึ้นลงโพเดียมพร้อมพลพรรควอลเปเปอร์แก้ตัวเป็นพัลวัน ไม่เป็นอันทำมาหากินเรื่องเดือดร้อนของชาวบ้าน แต่คนฟังคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ เข้าใจชัดเจนว่า “ประชาชนเลือก ส.ส.ร. เองไม่ได้” แท้จริงแล้วมันเสมือนเป็นเกมของผู้ใหญ่ ที่รับเงื่อนไขของเด็กไว้ก่อน”

นอกจากนี้ “แล้วไล่เด็กที่ส่งเสียงให้ไปเล่นกันที่อื่น เริ่มต้นยังไม่ทันตั้งไข่ก็วุ่นวายขนาดนี้ นี่ยังมีพรรคร่วมรัฐบาลบอกอีกว่า จะรีบทำไม่ได้ ต้องระมัดระวัง และปฏิบัติตามเงื่อนไขของศาล พรรคประชาชนที่ออกตัวทำเงื่อนงำ MOA ให้ดูเหมือนขงเบ้งในเรื่อง “สามก๊ก” แต่ภายหลังกลับต้องมาคร่ำครวญในใจว่า “นี่คงเป็นชะตาคราวเคราะห์ของเราเสียแล้ว” ผมจึงเตือนนักเตือนหนาว่า พรรคประชาชนพลาดกับเงื่อนไขที่เคยพูด “พรรคไหนรับได้ ก็ได้เสียงโหวตให้เป็นนายกฯ” ช่างดูพาวเวอร์ฟูลเสียเหลือเกิน แต่ในทางปฏิบัติมีปัจจัยอื่น ที่พรรคแกนนำเอามาเป็นข้ออ้างบังหน้าได้อีกมากมาย”

อีกทั้ง “หรือหากเล่นเกมล้ำลึกไปกว่านั้น ก็ทำทีตั้งโต๊ะกระตือรือร้นปรึกษาหารือกันทุกฝ่าย แต่ท้ายสุดที่ว่า มันไม่ทันเอาจริงๆ 4 เดือน ศาลรัฐธรรมนูญท่านว่ามาแบบนี้ ไม่ปฏิบัติตามได้ไง มันผูกพันทุกองค์กร พูดเป็นเน็ตค้างจอเหมือนกันหมด ค่าโง่ของพรรคประชาชนจึงเริ่มโผล่มาให้เห็น สิ่งที่จะทำได้ ก็แค่รีบออกมาแก้ตัวจ้าละหวั่นรายวัน มีประโยชน์อันใดเล่า กับการตั้งเงื่อนไข และการตัดสินใจของพรรคประชาชน ที่โหวตให้อนุทินเป็นนายกฯ นักการเมืองเขี้ยวลากดินย่อมมองออกว่า ให้รับๆ ไปก่อน แล้วตามน้ำไป พรรคประชาชนเองนั่นแหละที่ต้องมาวิ่งวุ่น เล่นเกม “มอญซ่อนผ้า” อยู่แบบนี้ ถามจริงๆ จะไปหาเรื่องเข้าตัวทำไม ยุบสภาไปเลยง่ายกว่าเป็นไหนๆ แต่มันช้าไปแล้วโยม”

อย่างไรก็ตาม “ยิ่งเวลาทอดยาวมากขึ้นเท่าไหร่ พรรคภูมิใจไทย และพรรคร่วมจะสะสมกำลังไพร่พลเสบียงกรังได้มากขึ้นไปเรื่อยๆ เพื่อรอวันเลือกตั้งให้พร้อมสุดๆ ในขณะที่คะแนนของพรรคประชาชนจะสาละวันเตี้ยลงทุกวี่ทุกวันไปกับ เงื่อนไข MOA ที่โชว์ค่าโง่ให้ประชาชนทั่วไปได้เห็น ต้องนั่งแก้เกมไปวันๆ เพื่อรับผิดชอบกับการกระทำที่ไปโหวตให้หนูขึ้นเป็นราชสีห์ ผู้คนและการเดินทาง คือ อุดมการณ์ที่หลุดลอย เดินหลงทาง ตอนชูมือโหวตให้คุณอนุทินเป็นนายกฯ การเมืองของพรรคประชาชน จึงเป็นเกมที่คนแก่ในวงการเมืองเล่นมาตั้งแต่พวกเด็กอย่างพรรคประชาชนยังไม่เกิด ส่วนประชาชนคนทั่วไปได้แต่ร้องว่า ขึ้นต้นเป็นลำไม้ไผ่ พอเหลาลงไป กลายเป็นบ้องกัญชา แล้วเป็นของชอบพรรคภูมิใจไทยเขาเสียด้วย”

ขอบคุณข้อมูล : ชูวิทย์ กมลวิศิษฎ์