กลายเป็นเจ้าพ่อแห่งการแฉผู้วิเศษ จนเหล่ามิจฉาชีพขวัญหนีดีฝ่อไปตามๆ กัน สำหรับพิธีกรฝีปากกล้า “หนุ่ม-กรรชัย กำเนิดพลอย” ที่ล่าสุดได้ออกมาฝากข้อความถึงเหล่าบุคคลที่อ้างตนว่ามีอภินิหารทั้งหลาย หลังไม่มีใครกล้ามาออกรายการเพื่อชี้แจงความจริงอีกต่อไป ในงาน Whoscal แอปพลิเคชันป้องกันมิจฉาชีพ เชิญจัดงาน Whoscall Trust Conference Bangkok 2025 พร้อมเปิดตัวโฉมใหม่ของแอปฟลิเคชัน ที่ขับเคลื่อนด้วยเทคโนโลยี AI อัจฉริยะ โดย หนุ่ม กรรชัย เผยว่า

เราไม่ได้เปิดนะ พุทธ อภิวรรณ (พุทธอภิวรรณ องค์พระบารมี) เขาเปิด ทางเราก็ยินดีนะสำหรับผู้วิเศษ หรือคนถูกกล่าวอ้างเป็นผู้วิเศษ ถ้าคุณไม่ใช่ผู้วิเศษ คุณก็แค่ออกมาบอกว่าคุณไม่ใช่ผู้วิเศษนะ คุณทำแบบนี้ด้วยเหตุผลอะไร นี่ก็เป็นหนึ่งในสิ่งที่พูด สื่อทุกสื่อ ไม่จำเป็นต้องเป็นโหนกระแสก็ได้ ทุกที่เขาก็เปิดโอกาสให้กับคนที่ถูกตั้งข้อสังเกต หรือถูกกล่าวหาว่าคุณเป็นผู้วิเศษ เอาเรื่องราวความเชื่อไปหลอกให้คนหลงเชื่อหรือเปล่า แค่ออกมาชี้แจง แต่ถึงเวลาคุณเลือกที่จะเงียบ ไม่พูด แล้วบอกว่าขอไปพูดทีเดียว สุดท้ายมันก็เสียหายไปแล้ว ไม่เห็นออกมาพูดกัน”

“ก็พยายามติดต่อทุกคน แต่ไม่มา ก็เป็นผู้วิเศษ สามารถดูโน้นดูนี่ได้ แต่ไม่เคยดูดวงตัวเองว่าตกลงจะเป็นยังไงบ้างกับสิ่งที่คุณทำ มีผลกระทบยังไงบ้าง ไม่จำเป็นต้องออกรายการโหนกระแสก็ได้ จริงๆ แล้วมีสื่อเยอะแยะมากมาย คุณจะออกมาพูดที่ไหนก็ได้ คุณไม่เห็นพูด บางคนอาจบอกว่ายังไม่พร้อมหาข้อมูล เตรียมหลักฐาน ก็ไม่รู้หลักฐานอะไรนานมากเลย บางทีก็รอดูอยู่นานมาก ไม่เห็นจะออกมาพูดอะไรสักที”


หนุ่ม กรรชัย เผยอีกว่า “ก็อย่างที่บอก ไม่ต้องออกโหนกระแสก็ได้ แต่ก็ไม่เห็นออกที่ไหน (3 เคสนี้มองยังไง?) เอาตรงๆ นะ สองเคสคิดว่าไม่ควร อย่างเคสคุณเจน ญาณทิพย์ สิ่งที่ทุกคนติดใจคือเรื่องราวตัวทอง ณ วันนี้คุณได้เอาไปสร้างในเจดีย์หรือยัง หรือเงินที่หลายคนบริจาคกันไปเพื่อสร้างสถานปฏิบัติธรรม ทำไมไม่เปิดสถานปฏิบัติธรรมให้คนอื่นเข้าไปกราบไปไหว้ ทำไมรับแต่แขกวีไอพี ตรงนี้หลายคนสงสัย ก็อยากให้คุณเจนออกมาชี้แจงสักที ส่วนเรื่อง อ.เชียง ก็ต้องชี้แจงสองสามประเด็น เรื่องของเงินที่หลายคนบอกว่าได้บริจาคให้วัดนี้ แต่สุดท้ายพอได้ยอดปิดแล้ว ทำไมไม่ปิดจริง ยังไปเปิดรับวัดที่สองที่สาม แล้วจะแยกยังไง หลายคนก็สงสัย รวมถึงเรื่องราวองค์พระอุเชนทร์ เรื่องนี้ได้มีโอกาสคุยกับกรมศิลป์ พื้นที่ 12 ไปแล้ว คุยกับเจ้าอาวาสไปแล้ว ก็เข้าใจได้ แต่ก็อาจเป็นเรื่องที่ไม่ควร แค่ออกมาขอโทษในมุมของคนนครเขา ที่เขานับถือ เขามองว่าเป็นโบราณวัตถุ ทำไมทำแบบนี้ ก็แค่ออกมาคุยกัน ไม่อยากให้เงียบ พอเงียบไปคุณก็จะได้ใจเฉพาะลูกศิษย์ของคุณในวันนี้ แต่คุณจะเสียคนอื่นๆ ที่เขาเคารพคุณ เพราะเขาก็รอฟังคุณอยู่”


ก็อย่าเรียกว่าล็อกเป้าเลย ดูน่ากลัว ถามว่ามีอีกไหม มีอีกหลายคน มีคนส่งเข้ามาพอสมควร แต่บางครั้งเราก็ยังไม่สามารถไปปรักปรำเขาได้เลยทีเดียว เพราะมันต้องดูเรื่องข้อเท็จจริงหรือข้อมูลก่อน อย่างฝากดวงไปอินเดีย ยังไม่ได้ติดต่อ แต่ก็คงติดต่อ ก็อยากให้เขาออกมาชี้แจงเหมือนกัน เพราะอันนี้ก็เป็นหนึ่งในบุคคลที่มีคนส่งข้อมูลมาให้เหมือนกัน เรื่องการฝากดวงไปอินเดีย โดยส่วนตัวเป็นคนไม่ค่อยเชื่อเรื่องพวกนี้อยู่แล้ว อาจจะถามเคยทำมูไนท์สัมภาษณ์คนพวกนี้ก็มี แต่ถามว่ามีเอ๊ะ มีว้าว จริงๆ ไม่ได้สนใจเรื่องพวกนี้ เป็นคนชอบไหว้พระสวดมนต์ เมื่อก่อนเคยกลัวผี แต่พอทำรายการผีก็ไม่กลัวแล้ว ก็รู้สึกว่าไม่เห็นมีจริง ก็รู้สึกเฉยๆ ก็อยากให้ อ.เอ จักรพรรดิ ออกมาตอบข้อเท็จจริง เพราะตอนนี้สื่อก็ลงกันแล้ว สังคมก็มีการตั้งคำถามกันมา โดยส่วนตัวไม่รู้จักกัน แต่ก็ตามข่าวอยู่ ก็อยากจะรู้ มีคนส่งข้อมูลมาเหมือนกัน ก็อยากรู้ว่าในมุมข้อเท็จจริง คุณเออยากพูดว่าอะไร เป็นเพราะอะไร ยังไง น้ำที่ไหลเป็นสีดำเกิดอะไรขึ้น หรือดวงที่รับเงินไป เอาไปทำอะไรบ้าง”

ถ้ากลัวออกโหนกระแส ไปออกที่อื่นก็ได้ ก็ยังย้ำคำเดิมว่าไปออกที่อื่นก็ได้ ถ้ากลัวต้องออกโหนกระแสก็ไม่ต้องมาออก ไปที่อื่นก็ได้ มีคนส่งรายชื่อมา มีทั้งที่รู้จักและไม่รู้จัก มีทั้งสองอย่าง คนหากินกับทางวัดเยอะมาก ก็รู้สึกสลดใจนะ เพราะเราเองก็เป็นคนพุทธ ที่ผ่านมาเราก็ไหว้พระ คุณพ่อก็ทำเหรียญ เราอยู่กับพระมาตั้งแต่เด็ก พอเราโตขึ้นมา เจอเรื่องราวที่บางทีไม่อยากจะเชื่อเลย ไล่เรียงมาตั้งแต่ท่านแย้ม สีกากอล์ฟ วัดพระบาทน้ำพุ แล้วเรามีส่วนในการทำข่าวนี้หมดเลย มีโอกาสสัมภาษณ์หลายๆ มุมมอง ทำให้รู้สึกว่าเฮ้ย ทำไมปัจจุบันนี้มันเป็นแบบนี้ แล้วที่แย่ที่สุดคือเวลาเราได้ยินคนพูดว่าไม่อยากทำงานแล้ว ไปบวชดีกว่า รวย ทำงานไม่รวยเท่าเป็นพระ มันสะท้อนมุมหนึ่งเลยนะว่าพระพุทธศาสนากำลังเสื่อมโทรมมาก คนไม่ได้อยากบวชเพราะเคร่งหรือศรัทธาในพระพุทธศาสนา แต่อยากบวชเพราะเห็นว่าได้เงินเยอะ”

หนุ่ม กรรชัย เผยอีกว่า “ความศรัทธาของเราไม่ลดลง ต้องบอกว่าพุทธก็เป็นสถาบัน เป็นองค์กร เป็นสิ่งที่เราจำเป็นต้องอยู่กับศาสนาของเรา เรื่องพวกนี้ถ้าจะไม่ดี จะเลว มันเลวที่ตัวบุคคล ไม่ได้เลวที่ตัวศาสนา ไม่ใช่ไม่ดีที่ศาสนา เราก็ยังต้องกราบไหว้ แต่ว่าเป็นธรรมดา พรมมันมีฝุ่นอยู่ข้างใต้ อยู่ที่เราจะช่วยเหลือยังไง เราก็จำเป็นต้องเดินอยู่บนพรมนั่นแหละ เพียงแต่ถ้าเรารู้สึกระคายเท้า มีพรมนูนขึ้นมา แค่เปิดพรมมา เฮ้ย มีสิ่งไม่ดี ก็แค่เอามันออกไป แล้วเราก็ใช้ชีวิตอยู่กับพรมนั้นต่อไป อย่าไปโทษว่าพรมมันไม่ดี”

“ก็สงสารท่านนะ สงสารพระที่ดีๆ ก็ไม่อยากให้พุทธศาสนิกชนทั้งหลายท้อหรือมองว่าเรื่องที่เกิดขึ้น ณ ปัจจุบันนี้ ทำให้ศาสนาล่มสลาย ไม่ถึงขนาดนั้น เพียงแต่เราก็ต้องช่วยเหลือกันนั่นแหละ ใครมีข้อมูลไหนยังไงก็ส่งเข้ามาได้ ให้สื่ออื่นๆ ก็ได้ ไม่จำเป็นต้องเป็นโหนกระแสที่เดียว ส่งให้คุณพุทธ ส่งให้ไทยรัฐก็ได้ อมรินทร์ก็ได้หมด สื่อปัจจุบันเปลี่ยนไปแล้ว สื่อพร้อมช่วยเหลือ ถ้าเป็นสมัยก่อนอาจเคยได้ยินว่าสื่อเป็นได้แค่สื่อกลาง แต่เป็นคนกลางไม่ได้ แต่ปัจจุบันไม่ใช่ โลกมันเปลี่ยนไปแล้ว เรามีจริยธรรมความเป็นมนุษย์มากขึ้น การเป็นสื่อปัจจุบันก็สามารถหยิบยื่นโอกาส หยิบยื่นความเป็นธรรม ความชอบธรรมให้สังคมได้มากขึ้น”

ขอบคุณภาพจาก: kanchai