กรณี พระโพธิญาณมุนี (เมือง พลวฑฺโฒ) วัดมัชฌิมวาส จ.กาฬสินธุ์ พระเถระสายวิปัสสนากรรมฐานชื่อดัง ต้องลาสิกขา (สึก) เมื่อวันที่ 10 ก.ย. 2568 เวลา 17.40 น. และได้ออกจากวัดไปในทันที ท่ามกลางความสงสัยของบรรดาศิษยานุศิษย์ ว่า หลวงพ่อเมือง ต้องสึกไปด้วยสาเหตุใด เนื่องจากท่านมีอายุมากถึง 79 ปีแล้ว ทั้งยังเป็นพระสงฆ์ที่มีลูกศิษย์เลื่อมใสศรัทธาจำนวนมากด้วยนั้น   

เมื่อวันที่ 13 ก.ย. ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ได้มีการเปิดเผยมติมหาเถรสมาคม (มส.) เรื่อง คำวินิจฉัยชั้นฎีกา กรณีพระโพธิญาณมุนี ระบุว่า ในการประชุม มส. ครั้งที่ 22/2568 เมื่อวันที่ 29 ส.ค. 2568 เลขาธิการมหาเถรสมาคม เสนอว่า อนุสนธิมติ มส. มติที่ 723/2567 ในการประชุม มส. ครั้งที่ 24/2567 เมื่อวันที่ 20 ก.ย. 2567 กรณีมีโจทก์ยื่นฟ้องว่า พระโพธิญาณมุนี (เมือง พลวฑฺโฒ) ได้กระทำความผิดล่วงละเมิด พระธรรมวินัย ต้องอาบัติปฐมปาราชิก (เสพเมถุนธรรม) ได้พิจารณาชั้นต้น และชั้นอุทธรณ์มาโดยลำดับ ต่อมาจำเลยได้ยื่นถวายฎีกาคัดค้านคำวินิจฉัยชั้นอุทธรณ์ และโจทก์ได้แก้ฎีกา มส. จึงมีมติแต่งตั้งคณะผู้พิจารณาชั้นฎีกา พิจารณาอธิกรณ์พระโพธิญาณมุนี ตามกฎ มส. ฉบับที่ 11 (พ.ศ. 2521) ว่าด้วยการลงนิคหกรรม จำนวน 5 รูป นั้น บัดนี้ คณะผู้พิจารณาชั้นฎีกา ได้ประชุมเมื่อวันที่ 20 ส.ค. 2568 วินิจฉัยอธิกรณ์ดังกล่าวแล้วเสร็จ มีรายละเอียดโดยสรุป ดังนี้

โจทก์ฟ้องว่า กรณีดังกล่าวเกิดขึ้นเมื่อ พ.ศ. 2557 จำเลยได้เสพเมถุนกับโจทก์ภายในกุฏิวัดป่ามัชฌิมวาส โดยมีพยานหลักฐานภาพเคลื่อนไหว ขณะอยู่ร่วมกันโดยลำพังภายในกุฏิในสภาพเปลือยกาย อย่างไรก็ดี มีการฟ้องร้องทางคดีอาญาและข้อพิจารณาว่าเป็นพยานหลักฐานที่ผ่านการดัดแปลงหรือไม่ จึงเป็นกรณีที่มีความซับซ้อนและเกี่ยวข้องกับพยานหลักฐานและพยานบุคคลจำนวนมาก คณะผู้พิจารณาชั้นต้นได้พิจารณาโดยอาศัยผลการยืนยันพยานหลักฐานจากสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ว่า ตรวจสอบแล้วไม่พบการตัดต่อหรือดัดแปลง และพยานหลักฐานดังกล่าว ประกอบกับคำพิพากษาของศาลฝ่ายราชอาณาจักร เพียงพอที่จะเชื่อได้ว่า จำเลยได้กระทำความผิด จึงตัดสินให้ต้องอาบัติปาราชิก

จำเลยจึงยื่นคัดค้านต่อคณะผู้พิจารณาชั้นอุทธรณ์ คณะผู้พิจารณาชั้นอุทธรณ์พิจารณาแล้วเห็นว่า อุทธรณ์ของจำเลยฟังไม่ขึ้น ส่วนในประเด็นพระธรรมวินัยว่า หากไม่ปรากฏพยานหลักฐานขณะกระทำผิดถึงขั้นปาราชิก ปรากฏเพียงขณะเปลือยกายเพียงลำพังในที่ลับหูลับตา แม้จำเลยปฏิเสธ โดยอาศัยพระพุทธดำรัสในพระวินัยปิฎก เล่มที่ 8 และมติในสมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระยาวชิรญาณวโรรส ประทานพระมหาสมณวินิจฉัยอนิยต กรณีหากพยานหลักฐานประกอบพฤติการณ์เป็นที่น่าเชื่อถือ ย่อมปรับอาบัติปาราชิกได้ พิพากษายืนตามชั้นต้น

จำเลยยื่นฎีกาต่อ มส. คณะผู้พิจารณาชั้นฎีกาซึ่ง มส. แต่งตั้ง พิจารณาว่า เมื่อผลการตรวจพิสูจน์ ยืนยันว่าในไฟล์วิดีโอดังกล่าวไม่พบการตัดต่อ และไม่พบการตัดต่อแฟ้มข้อมูลภาพยนตร์ และเทคโนโลยีในอดีตไม่สามารถดัดแปลงพยานหลักฐานเช่นว่าได้ ฎีกาข้ออื่นๆ ของจำเลย เป็นฎีกาซ้ำความในอุทธรณ์ของจำเลย ซึ่งคณะผู้พิจารณาชั้นอุทธรณ์ได้วินิจฉัยไว้ถูกต้องครบถ้วนดีแล้ว ไม่มีน้ำหนักหักล้างความน่าเชื่อถือในรายงานการตรวจพิสูจน์ของกองบังคับการสนับสนุนทางเทคโนโลยี กลุ่มงานตรวจสอบและวิเคราะห์การกระทำความผิดทางเทคโนโลยี สำนักงานตำรวจแห่งชาติ และไม่มีน้ำหนักหักล้างความน่าเชื่อถือในผลการตรวจพิสูจน์และความเห็นของกลุ่มงานตรวจพิสูจน์อาชญากรรมคอมพิวเตอร์ กองพิสูจน์หลักฐานกลาง สำนักงานตำรวจแห่งชาติ เมื่อวันที่ 14 มี.ค. 2566 จึงไม่เป็นสาระสำคัญที่จะทำให้ผลการวินิจฉัยของคณะผู้พิจารณาชั้นฎีกาเปลี่ยนแปลงไป

คณะผู้พิจารณาชั้นฎีกา วินิจฉัยโดยปราศจากข้อสงสัยว่า จำเลยได้ล่วงละเมิดพระพุทธบัญญัติ ต้องอาบัติปาราชิก สิกขาบทที่ 1 แล้ว โดยการเสพเมถุนกับโจทก์ตามคำฟ้องของโจทก์ตามที่ปรากฏหลักฐานในคำวินิจฉัยชั้นฎีกาคณะผู้พิจารณาชั้นฎีกา พิจารณาแล้ว เห็นควรลงนิคหกรรมปรับจำเลยด้วยอาบัติปาราชิก ตั้งแต่วันที่ 18 ก.พ. 2557 และมอบหมายให้ พศ. นมัสการผู้บังคับบัญชาใกล้ชิดของจำเลยรูปนั้นทราบ เพื่อดำเนินการให้เป็นไปตามคำวินิจฉัย และดำเนินการตามกฎ มส. ฉบับที่ 11 (พ.ศ. 2521) และที่แก้ไขเพิ่มเติม ว่าด้วยการลงนิคหกรรมต่อไป อนึ่ง การพิจารณากรณีดังกล่าว เป็นการพิจารณาตามกฎ มส. ฉบับเดิม ที่มีขั้นตอนและวิธีการที่ซับซ้อน จึงได้ดำเนินการตามกฎ มส. ฉบับนั้นโดยแล้วเสร็จ ในปัจจุบันมีการแก้ไขกฎ มส. และประกาศใช้บังคับ ตั้งแต่เดือน ส.ค. 2568 แล้ว มส. จึงมอบหมายให้ พศ. เร่งรัดอธิกรณ์ที่มีความล่าช้าให้เป็นไปตามกรอบระยะเวลาของกฎ มส. ที่แก้ไขเพิ่มเติมต่อไป

พศ. เห็นควรนำเสนอ มส. เพื่อโปรดพิจารณา ที่ประชุมพิจารณาแล้วมีมติ ดังนี้

1.เห็นชอบด้วยคำวินิจฉัยชั้นฎีกากรณีพระโพธิญาณมุนี และมีมติลงนิคหกรรมปรับพระโพธิญาณมุนี (จำเลย) ด้วยอาบัติปาราชิก ตั้งแต่วันที่ 18 ก.พ. 2557

2.ให้ พศ. นำมติ มส. นี้ และคำวินิจฉัยชั้นฎีกา นมัสการเจ้าคณะภาค 9 (ธรรมยุต) ให้ดำเนินกระบวนการตามกฎ มส. ฉบับที่ 11 (พ.ศ. 2521) ว่าด้วยการลงนิคหกรรม และที่แก้ไขเพิ่มเติม หมวด 5 ทราบ และให้ดำเนินการดังนี้ ให้เจ้าคณะภาค 9 (ธรรมยุต) แจ้งมติ มส. และคำวินิจฉัยชั้นฎีกา แก่เจ้าคณะจังหวัดกาฬสินธุ์ (ธรรมยุต) เจ้าคณะอำเภอเมืองกาฬสินธุ์ (ธรรมยุต) และเจ้าคณะตำบลลำพาน (ธรรมยุต) ผู้บังคับบัญชาของจำเลยรูปนั้นทราบในทันที เพื่อดำเนินการให้เป็นไปตามคำวินิจฉัย และดำเนินการให้จำเลยสละสมณเพศให้สำเร็จโดยสงบเรียบร้อย ภายใน 10 วัน นับแต่ พศ. นำมติ มส. และคำวินิจฉัยชั้นฎีกา นมัสการเจ้าคณะภาค 9 (ธรรมยุต) และให้เจ้าหน้าที่สำนักงานพระพุทธศาสนาจังหวัดกาฬสินธุ์ เป็นพยาน พร้อมบันทึกเหตุการณ์และประวัติ ลงในฐานข้อมูลพระภิกษุของ พศ. ถ้าจำเลยขัดขืนไม่ยอมมารับฟังหรือไม่ยอมรับเอกสารคำวินิจฉัย ให้อ่านคำวินิจฉัยต่อหน้าโจทก์ฝ่ายเดียว เป็นการลับหลังจำเลยได้ โดยให้มีเจ้าคณะจังหวัดกาฬสินธุ์ (ธรรมยุต) เจ้าคณะอำเภอเมืองกาฬสินธุ์ (ธรรมยุต) และเจ้าคณะตำบลลำพาน (ธรรมยุต) เป็นพยานอยู่ด้วย และให้ถือว่ากระบวนการแจ้งคำวินิจฉัยต่อจำเลย เป็นอันสมบูรณ์แล้ว

เมื่ออ่านหรือมอบมติ มส. และคำวินิจฉัยชั้นฎีกาเสร็จ ถ้าจำเลยไม่ยอมรับนิคหกรรมตามคำวินิจฉัยให้สึก หรือถ้าจำเลยไม่ปรากฏตัว หรือหลบหนี และไม่สึกภายใน 24 ชั่วโมงนับแต่เวลาที่เจ้าคณะผู้บังคับบัญชาแจ้งคำวินิจฉัยนั้น อันเป็นการฝ่าฝืนมาตรา 26 ซึ่งกำหนดโทษอาญาไว้ในมาตรา 43 แห่ง พ.ร.บ.คณะสงฆ์ พ.ศ. 2505 และที่แก้ไขเพิ่มเติม ให้เจ้าคณะซึ่งเป็นผู้บังคับบัญชาของจำเลยรูปนั้นขออารักชาต่อเจ้าหน้าที่ฝ่ายราชอาณาจักร จัดการให้จำเลยสละสมณแพศให้สำเร็จโดยสงบเรียบร้อย ถ้าจำเลยยังขัดขืนคำสั่งเจ้าพนักงาน ให้เจ้าหน้าที่ฝ่ายราชอาณาจักรดำเนินการตามกระบวนการทางกฎหมายอาญาในฐานความผิดต่างๆ ที่เกี่ยวข้องต่อไป และให้สำนักงานพระพุทธศาสนาจังหวัดกาฬสินธุ์ ติดตามการดำเนินการตาม ให้เป็นไปตามกระบวนการและตามกรอบระยะเวลาที่กำหนด แล้วให้รายงาน พศ. ทราบ