ในช่วงไม่กี่วันที่ผ่านมา ประชาชนและผู้ประกอบการจำนวนมากต้องเผชิญกับปัญหาการ “ถูกอายัดบัญชีธนาคารโดยไม่ทันตั้งตัว” อันเนื่องมาจากมาตรการเชิงรุกในการปราบปราม “บัญชีม้า” เพื่อติดตามเงินคืนผู้เสียหายจากอาชญากรรมทางเทคโนโลยี แม้มาตรการดังกล่าวจะมีเจตนารมณ์เพื่อปกป้องสังคมจากกลุ่มมิจฉาชีพ แต่ผลกระทบที่เกิดขึ้นกับประชาชนผู้บริสุทธิ์กลับสร้างความไม่เชื่อมั่นต่อระบบธนาคารและการทำธุรกรรมอิเล็กทรอนิกส์อย่างรุนแรง!
ความเดือดร้อนที่หลีกเลี่ยงไม่ได้
สำหรับมาตรการปราบปรามดังกล่าวนั้น มุ่งเน้นไปที่ “บัญชีที่อยู่ในเส้นทางเงินที่รับโอนจากบัญชีม้า” แต่กลับส่งผลกระทบอย่างกว้างขวางต่อผู้ประกอบอาชีพสุจริตหลายราย โดยมีผู้เสียหายจำนวนมากที่พบว่าบัญชีธนาคารถูกอายัดโดยไม่ได้รับการแจ้งเตือนล่วงหน้า และบางรายพบว่ายอดเงินในบัญชีติดลบอย่างกะทันหัน ซึ่งธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ได้ชี้แจงว่ายอดเงินติดลบดังกล่าวเกิดจากระบบที่แสดงยอดเงินที่ขาดไป หลังจากเจ้าหน้าที่ตำรวจได้แจ้งให้อายัดเงินในบัญชีต้องสงสัย


ความเดือดร้อนที่เกิดขึ้นปรากฏชัดเจนในหลายกรณี อาทิ..
-แม่ค้าที่ต้องถูกอายัดบัญชีเกือบ 2 เดือน และต้องเสียค่าใช้จ่ายจำนวนมากในการจัดเตรียมเอกสารหนักเกือบ 20 กิโลกรัมเพื่อยืนยันความบริสุทธิ์
-แม่ค้าทุเรียนที่ถูกอายัดเงินกว่า 169,000 บาท เป็นเวลา 7 วัน เพียงเพราะมีเงินโอนจากบัญชีที่เกี่ยวข้องกับอาชญากรรม
-ไรเดอร์ที่ถูกอายัดบัญชีตั้งแต่เดือนเมษายน ภายหลังมีเงินโอนเพียง 140 บาทที่เชื่อมโยงกับการฉ้อโกง แม้จะยืนยันความบริสุทธิ์แล้ว แต่ก็ยังไม่สามารถถอนอายัดบัญชีได้จนถึงปัจจุบัน ส่งผลกระทบต่อการประกอบอาชีพอย่างรุนแรง
กระบวนการแก้ไขที่ล่าช้าและผลกระทบเชิงเศรษฐกิจ
นอกจากความเดือดร้อนทางการเงินแล้ว ผู้ที่ได้รับผลกระทบยังต้องเผชิญกับกระบวนการปลดอายัดที่ “ค่อนข้างยุ่งยาก” และใช้เวลานาน ซึ่งทนายความหลายท่านได้ออกมาแสดงความคิดเห็นถึงประเด็นนี้ ไม่ว่าจะเป็น นิติธร แก้วโต หรือทนายเจมส์ LK ได้ตั้งคำถามถึงความไม่เป็นธรรมของการอายัดเงินทั้งบัญชี แทนที่จะอายัดตามจำนวนเงินที่เกี่ยวข้องกับบัญชีม้าเท่านั้น ในขณะที่ ทนายเดชา กิตติวิทยานันท์ ก็มองว่า “การอายัดบัญชีเงินฝากของประชาชนผู้บริสุทธิ์ ในลักษณะเหวี่ยงแห…ถือเป็นการบังคับใช้กฎหมายที่ไม่เป็นธรรม” และสร้างผลกระทบต่อเศรษฐกิจในวงกว้าง


ความกังวลและความไม่มั่นใจที่เกิดขึ้น ได้ทำให้ประชาชนจำนวนไม่น้อยแห่ไปถอนเงินสดออกจากบัญชี และหลีกเลี่ยงการใช้ระบบโอนเงิน ซึ่งส่งผลให้ร้านค้าหลายแห่งเริ่มติดป้ายประกาศ “งดรับสแกน” หรือ “รับเฉพาะเงินสด” เพื่อหลีกเลี่ยงความเสี่ยงจากการถูกอายัดบัญชี

คำแนะนำและแนวทางการทำงานของภาครัฐ
สำหรับประชาชนผู้บริสุทธิ์ที่ได้รับผลกระทบ สามารถติดต่อ “ศูนย์ AOC 1441 ต่อ 2” เพื่อขอยกเลิกการระงับบัญชี หรือ “ศูนย์รับเรื่องร้องเรียน ธปท. ที่หมายเลข 1213” หากไม่ได้รับการแก้ไขจากสถาบันการเงิน
-ปลดอายัดบัญชีธนาคาร โทร 1441 ต่อ 2 ศูนย์ AOC ตลอด 24 ชั่วโมง
อย่างไรก็ตาม แม้หน่วยงานภาครัฐจะแนะนำให้ผู้ได้รับผลกระทบติดต่อศูนย์ AOC 1441 เพื่อขอคำปรึกษาและดำเนินการปลดอายัดบัญชี แต่กลับมีเสียงสะท้อนจากผู้เสียหายจำนวนมากว่าการทำงานของระบบยังคงไร้ประสิทธิภาพและขาดการประสานงานที่ดี ผู้เสียหายรายหนึ่งได้ออกมาเปิดเผยความคับข้องใจ โดยระบุว่าต้องเผชิญกับสถานการณ์การ โยนความรับผิดชอบไปมาระหว่างเจ้าหน้าที่ศูนย์ฯ และธนาคาร เมื่อเจ้าหน้าที่แนะนำให้ไปขอเอกสารอ้างอิงจากธนาคาร แต่ธนาคารกลับแจ้งว่าไม่ทราบข้อมูลและให้รอเพียงอย่างเดียว สถานการณ์ดังกล่าวได้สร้างความกังวลอย่างยิ่ง ซึ่งผู้เสียหายรายนี้ยังได้ตั้งคำถามถึงความรับผิดชอบของธนาคาร พร้อมทั้งแสดงความเห็นว่าหากปัญหายังคงยืดเยื้อ อาจนำไปสู่สิ่งที่เรียกว่า “Bank Run” หรือการที่ประชาชนขาดความเชื่อมั่นและพร้อมใจกันถอนเงินออกจากธนาคาร ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อระบบการเงินโดยรวมได้ในที่สุด
-เหยื่อผู้ถูกอายัดบัญชีโวยโทรฯไป1441แล้ว แต่ระบบไร้ประสิทธิภาพ โยนกันไปมาทั้งธนาคาร-ดีอี

ทั้งนี้ ล่าสุดเมื่อวันที่ 14 กันยายน 2568 ธปท. และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้นัดประชุมเพื่อหารือแนวทางแก้ไขปัญหาร่วมกัน โดยรับทราบถึงความจำเป็นในการเร่งปรับปรุงกระบวนการอายัดและการปลดอายัดให้มีความรวดเร็วและเป็นธรรมมากขึ้น โดยเฉพาะสำหรับกรณีของผู้บริสุทธิ์ เพื่อบรรเทาผลกระทบที่เกิดขึ้น
แน่นอนว่าเรื่องของ “บัญชีม้า” ได้สร้างความเดือดร้อนและความไม่พอใจของประชาชนในวงกว้าง แม้จะมีเป้าหมายในการป้องกันอาชญากรรม แต่กลับเกิดการบังคับใช้มาตรการที่ขาดความรัดกุมและกระบวนการปลดอายัดที่ล่าช้า สิ่งเหล่านี้ย่อมส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่นในระบบของสถาบันการเงิน ที่ต้องเร่งแก้ไขอย่างเร่งด่วน!..
ขอบคุณภาพและข้อมูลจาก กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม, ทนายคลายทุกข์
, ทนายเจมส์ LK, Wiparat Khunart, ก๋วยจั๊บอาแปะเล่าสี่, Pithugan KT



