นายเพ็ชร ชินบุตร เลขาธิการคณะกรรมการกองทุนการออมแห่งชาติ (กอช.) เปิดเผยครั้งแรกหลังเข้ารับตำแหน่งว่า กอช. มีความตั้งใจที่จะผลักดันโครงการ สลาก กอช.เพื่อเดินหน้าเงินออมยามเกษียณให้แก่ประชาชน ให้เกิดขึ้นภายในปีนี้ โดยขณะนี้ขอเวลาทบทวนรายละเอียดโครงการ 60 วัน หรือไม่เกินเดือน ส.ค. 69 โดยจะดูความพร้อมในหลายๆ ด้าน ไม่ว่าจะเป็นกฎหมายลูก ระบบด้านไอที งบประมาณที่ใช้ดำเนินการและเงินรางวัล รูปแบบการซื้อ การคืนเงิน และการหักเงิน ตลอดจนเป้าหมายที่จะดึงคนเข้ามาออมเพิ่มขึ้น
“จากการหารือกับฝ่ายนโยบาย และ รมว.คลัง แล้ว ไม่ได้ติดขัดในการเดินหน้าโครงการสลาก กอช. ดังนั้นในช่วงนี้จะขอเวลา 60 วัน มาจัดระบบหลังบ้านให้มีความชัดเจน จากนั้นจะนำเข้าไปเสนอให้ รมว.คลัง พิจารณาดูอีกครั้ง หากเห็นชอบก็จะรีบเดินหน้าเต็มตัว ซึ่งน่าจะใช้เวลาอีกไม่เกิน 60 วัน ทำให้คาดว่าภายในสิ้นปีนี้ ก็จะสามารถเปิดขายสลาก กอช. ได้เป็นทางการ เพื่อจูงใจให้คนไทยหันมาออมเงินมากขึ้น”
นายเพ็ชร์ กล่าวว่า ปี 69 ได้วางเป้าหมายที่จะเพิ่มจำนวนสมาชิกให้ได้ 140,000 คน เพิ่มขึ้นจากสมาชิกปัจจุบันที่มีอยู่มากกว่า 2 ล้านคน โดยในช่วงครึ่งปีแรกมีสมาชิกใหม่สมัครเข้ามาแล้วจำนวน 20,000 คน จึงเป็นโจทย์ท้าทายในช่วงครึ่งปีหลังที่จะพยายามทำให้ได้ 120,000 คน ซึ่งจะเร่งประชาสัมพันธ์ ทำความเข้าใจ โดยเฉพาะกลุ่มคนรุ่นใหม่ นักเรียน นักศึกษา ให้เข้ามาเริ่มเก็บออมตั้งแต่อายุ 15 ปี
นอกจากนี้ กอช.มีแผนปรับปรุงการออมและถอนเงินของสมาชิก โดยออกแบบให้สอดรับกับช่วงอายุวัย โดยจะแก้ไขข้อกฎหมาย เพื่อเปิดช่องให้สมาชิกสามารถถอนเงินออมออกมาใช้จ่ายก่อนได้ในยามฉุกเฉินก่อนถึงกำหนดอายุ 60 ปี เนื่องจากมองว่าระบบการออมแบบเดิมที่บังคับให้เก็บเงินยาวนานเป็น 10-20 ปี โดยไม่สามารถนำออกมาใช้ได้นั้น อาจไม่ตอบโจทย์วิถีชีวิตของประชาชนในยุคปัจจุบันที่ต้องการความยืดหยุ่น โดยขั้นตอนหลังจากนี้ จะมีการเปิดรับฟังความคิดเห็นจากสมาชิกก่อน จากนั้นจึงเริ่มมาพิจารณาในรายละเอียดต่อไป
“โมเดลที่ใช้อาจเป็น 60:40 ซึ่งจะปรับเงื่อนไขให้สมาชิกสามารถถอนเงินออมในสัดส่วน 40% ออกมาใช้จ่ายในยามจำเป็นฉุกเฉิน หรือนำไปเป็นเงินทุนสำหรับต่อยอดอาชีพและธุรกิจในระหว่างทางได้ ในขณะที่เงินออมอีก 60% จะยังคงถูกเก็บไว้เพื่อเป็นหลักประกันและเงินบำนาญสำหรับใช้จ่ายในวัยเกษียณตามเจตนารมณ์หลักของกองทุน ขณะเดียวกัน ยังมีแนวคิดที่จะเพิ่มทางเลือกให้สมาชิกสามารถบริหารจัดการเงินออม เพื่อส่งต่อเป็นมรดกหรือเงินช่วยค่าฌาปนกิจ ในกรณีที่เสียชีวิต รวมถึงร่วมมือกับธนาคารรัฐ เช่น ธนาคารกรุงไทย ธนาคารออมสิน นำประวัติการออมสมาชิก มาใช้ประกอบขอสินเชื่อได้อีกด้วย”



