สัปดาห์นี้ ความเคลื่อนไหวสำคัญก็คงอยู่ที่เรื่องคณะรัฐมนตรีอนุทิน และแนวทางแก้ไขรัฐธรรมนูญ คือแก้ ม.256 ว่าด้วยวิธีการแก้ไขรัฐธรรมนูญก่อน แล้วนำไปทำประชามติว่า 1.คนไทยต้องการให้ยกร่างรัฐธรรมนูญใหม่หรือไม่ 2. คนไทยรับรองวิธีแก้ตามที่รัฐสภาแก้ ม.256 ในรัฐธรรมนูญ 60 หรือไม่ ซึ่งในวิธีแก้ จะต้องได้วิธีการได้มาซึ่งผู้ร่างรัฐธรรมนูญใหม่ แต่ศาลรัฐธรรมนูญได้ให้ความเห็นไว้ว่า “ต้องไม่ใช่การเลือกตั้งโดยตรง”

“เสี่ยโต้ง” สิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ คณะทำงานเตรียมการจัดทำประชามติถามความคิดเห็นจากประชาชนในการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ พ.ศ.2560 พรรคภูมิใจไทย กล่าวว่า พรรคภูมิใจไทย และพรรค ปชน.มีนัดหารือการเดินหน้าจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ในช่วงปลายสัปดาห์นี้ เราจะคุยเกี่ยวกับรูปแบบที่มาของสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ (ส.ส.ร.) เช่น อาจจะมีรายชื่อ ส.ส.ร.เข้ามา และให้รัฐสภาเป็นผู้เลือก หรือวิธีอื่นๆ มีหลายสูตร
ที่พรรคเพื่อไทย “โฆษกบรู๊ค” ดนุพร ปุณณกันต์ สส.บัญชีรายชื่อ และโฆษกพรรคเพื่อไทย กล่าวว่า พรรคเพื่อไทยจะเสนอแนวทางการแก้ไขรัฐธรรมนูญหมวด 15 เปิดทางให้มีการร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ได้ โดยจะเสนอแนวทางการตั้ง ส.ส.ร. หรือกรรมาธิการที่มีความเกี่ยวข้องยึดโยงและสะท้อนถึงเจตนารมณ์ของประชาชนมากที่สุด พรรคเพื่อไทยได้จัดตั้งคณะกรรมการขึ้นมาหนึ่งชุด เตรียมศึกษา และวางแผนเสนอแก้ไขรัฐธรรมนูญต่อสภาต่อไป

“จากข้อเสนอตั้งรัฐบาลของพรรคภูมิใจไทยและประชาชน (ปชน.) 4 เดือน หลายฝ่ายกังวลว่ากระบวนการแก้ไขรัฐธรรมนูญเพื่อนำไปสู่ทำประชามติจะทันตามกรอบเวลา MOA ของสองพรรคหรือไม่ พรรค ปชน. ว่ายังมั่นใจอยู่หรือไม่ว่าประชาชนจะได้ออกเสียงประชามติได้ทันในระยะเวลา 4 เดือนตามที่พวกท่านได้กำหนดไว้เอง”
เพื่อให้การแก้ไขรัฐธรรมนูญเดินหน้าได้ และเปิดทางไปสู่การทำประชามติให้เป็นจริงได้มากที่สุด พรรคประชาชนควรแสดงความรับผิดชอบด้วยการเดินเข้าไปพูดคุยกับ “นายกฯ หนู” อนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และฝากนายอนุทินไปคุยกับ สว.ที่หลายคนเรียกว่า สว.สีน้ำเงินว่า เห็นด้วยหรือไม่กับการแก้ไขรัฐธรรมนูญ รัฐบาลพรรคภูมิใจไทยที่พรรค ปชน.เป็นแกนนำจัดตั้งขึ้นมา ไม่เพียงแต่จะล้มเลิกนโยบายที่ช่วยเหลือประชาชนหลายอย่าง แต่ดูมีแนวโน้มที่จะเดินหน้าโครงการเมกะโปรเจกต์ต่างๆ จึงตั้งข้อสังเกตได้ว่าจะอยู่ 4 เดือนและยุบสภาจริงหรือไม่
โฆษกพรรคเพื่อไทยกล่าวด้วยว่า สัปดาห์ที่ผ่านมามีนักวิชาการ อดีตนักการเมือง และนักการเมืองออกมาวิพากษ์วิจารณ์ถึงพรรคเพื่อไทยว่าจะเป็นพรรคขาลงและในการเลือกตั้งสมัยหน้าอาจจะเหลือไม่ถึง 100 เสียง หรือ 50 เสียง พรรคเพื่อไทยเป็นสถาบันการเมือง จะขอไม่ตอบโต้ จะยอมรับคำวิพากษ์วิจารณ์ สิ่งที่เกิดขึ้นกับพรรคในช่วงสองสัปดาห์ที่ผ่านมา สมาชิกพรรคบางคนอาจจะมีการเสียใจบ้างที่ “อดีตนายกฯ อิ๊งค์” แพทองธาร ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ต้องออกจากตำแหน่ง และ “อดีตนายกฯ แม้ว” ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ต้องเข้าไปสู่การจองจำ แต่พรรคของพวกเราพร้อมที่จะลุกขึ้นยืน และเข้มแข็งอีกครั้งในการเลือกตั้งที่จะมีขึ้นในอีกไม่กี่เดือน

รศ.นพ.เชิดชัย ตันติศิรินทร์ สส.แบบบัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย แกนนำเสื้อแดงขอนแก่น ให้สัมภาษณ์ถึงดีลตั้งรัฐบาล 4 เดือนว่า 4 เดือนนี้ไม่สามารถที่จะทำอะไรได้ โดยเฉพาะกับการแก้ไขรัฐธรรมนูญ หรือการทำงานในนโยบายต่างๆ ที่ระบุมา โดยส่วนตัวเชื่อว่า นายอนุทิน อยู่ต่อ ซึ่งอาจจะยุบสภา และเป็นนายกฯ และ ครม.รักษาการ แบบยาวๆ ไป พรรค ปชน.ไม่ทันเกมพรรคภูมิใจไทยและกลุ่มก๊วนการเมืองที่ตนไม่อยากบอกว่ารวมอะไรไปไว้บ้าง พรรค ปชน.ได้กลายเป็นนั่งร้านให้กับพรรคภูมิใจไทยไปแล้ว
“ภาพของ ครม. มีทั้งหน้าเก่าและหน้าใหม่ ซึ่งหน้าใหม่คือกลุ่มนักธุรกิจที่นายกรัฐมนตรีพยายามจะสร้างภาพและตักตวงอะไรบางอย่าง จนนำไปสู่การเตรียมการเลือกตั้งของฝ่ายตนเองหรือการเตรียมการรักษาการไปยาวๆ ดังนั้นถึงเวลาที่คนรุ่นเก่า หรือนักรบห้องแอร์ จะต้องเตรียมปล่อยผ่านและเปลี่ยนผลัดให้กับกลุ่มการเมืองรุ่นใหม่ และคนใหม่ได้มาทำหน้าที่ ส่วนการที่หลายฝ่ายมาระบุว่าพรรคเพื่อไทยจะได้ สส.ต่ำกว่าร้อยนั้นไม่จริง” รศ.นพ.เชิดชัย กล่าว

นายเทพไท เสนพงศ์ อดีต สส.นครศรีธรรมราช พรรคประชาธิปัตย์ โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก “เทพไท – คุยการเมือง” ว่า หลังจากนายเฉลิมชัย ศรีอ่อน ได้ลาออกจากหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์แล้ว มีเสียงวิพากษ์วิจารณ์และข้อเสนอเกี่ยวกับตัวบุคคลที่จะมาเป็นหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์คนใหม่ พูดถึงบุคคลที่เหมาะสม ที่จะเข้ามากอบกู้พรรคประชาธิปัตย์ให้กลับมายิ่งใหญ่เหมือนเดิม เห็นว่า ที่ผ่านมา พรรคประชาธิปัตย์ตกต่ำลง เพราะไม่มีการรักษาไว้ซึ่งอุดมการณ์ของพรรคประชาธิปัตย์
“ช่วงหลังพรรคประชาธิปัตย์กลับมีปัญหาในด้านอุดมการณ์ คือการเข้าร่วมกับรัฐบาลที่มาจากคณะรัฐประหาร และล่าสุดเข้าร่วมกับระบอบทักษิณ ทำให้แนวทางของพรรคประชาธิปัตย์ทางการเมืองเปลี่ยนไป เป็นการดำเนินการทางการเมืองอิงระบบทุน จึงทำให้กลุ่มผู้สนับสนุนของพรรคประชาธิปัตย์สับสน การเปลี่ยนแปลงในครั้งนี้เป็นโอกาสที่จะรีเซตหรือปรับปรุงพรรคประชาธิปัตย์ใหม่ ยึดมั่นในอุดมการณ์ของพรรค เพื่อเรียกศรัทธาจากประชาชนกลับคืนมา”
ศูนย์สำรวจความคิดเห็น “นิด้าโพล” สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า) เปิดเผยผลการสำรวจ เรื่อง “รัฐบาลเสียงข้างน้อย” ทำการสำรวจระหว่างวันที่ 8-9 ก.ย. 2568 จากประชาชนที่มีอายุ 18 ปีขึ้นไป ทั่วประเทศ 1,310 หน่วยตัวอย่าง เกี่ยวกับความคิดเห็นของประชาชนต่อรัฐบาลเสียงข้างน้อยภายใต้การนำของนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ซึ่งตัวอย่าง 35.88% ระบุว่า รัฐบาลจะไม่มีเสถียรภาพทำงานด้วยความยากลำบาก เพราะต้องเจรจากับพรรค ปชน. ตลอด 30.31% ระบุว่า การตั้งรัฐบาลเสียงข้างน้อย เป็นทางเลือกที่ดีที่สุดในขณะนี้ 23.66% ระบุว่า ไม่เห็นด้วยกับรัฐบาลเสียงข้างน้อย 23.21% ระบุว่า เห็นด้วยกับรัฐบาลเสียงข้างน้อย
เมื่อถามความคิดเห็นของประชาชน ต่อระยะเวลาในการบริหารรัฐบาลเสียงข้างน้อยของนายอนุทิน พบว่า ตัวอย่าง 56.26% ระบุว่า รัฐบาลจะอยู่ครบ 4 เดือนตามข้อตกลง รองลงมา 27.79% ระบุว่า รัฐบาลจะอยู่ได้นานกว่า 4 เดือน 14.58% ระบุว่า รัฐบาลจะอยู่ไม่ถึง 4 เดือน
เมื่อถามความเห็นต่อการที่พรรค ปชน.สนับสนุนนายอนุทิน ให้ดำรงตำแหน่งนายกฯ 30.38% ระบุว่า ค่อนข้างเห็นด้วย 23.36% ระบุว่า ไม่เห็นด้วยเลย 23.13% ระบุว่า เห็นด้วยมาก 22.67% ระบุว่า ไม่ค่อยเห็นด้วย เมื่อถามถึงความคิดเห็นของประชาชนต่อการที่พรรค ปชน.ไม่เข้าร่วมรัฐบาล พบว่า 32.98% ระบุว่า เห็นด้วยมาก 23.35% ค่อนข้างเห็นด้วย 22.52% ระบุว่า ไม่เห็นด้วยเลย 19.39% ระบุว่า ไม่ค่อยเห็นด้วย

พ.ต.ท.เชน กาญจนาปัจจ์ รองอธิบดีกรมราชทัณฑ์ ในฐานะโฆษกกรมราชทัณฑ์ เปิดเผยถึงกรณีการคุมขัง นายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกฯ ว่า วันที่ 14 ก.ย. ครบ 5 วันกำหนดการกักตัวเฝ้าระวังโรค สำหรับวันที่ 15 ก.ย.ที่จะอนุญาตให้ญาติและทนายความเข้าเยี่ยมนายทักษิณ ทางเรือนจำไม่ได้จัดสถานที่ให้เยี่ยมเป็นพิเศษ ทราบว่านายทักษิณตั้งตารอวันนี้ เพราะจะได้เจอครอบครัวที่เป็นกำลังใจในการใช้ชีวิต เบื้องต้นได้รับรายงานว่าจะมีญาติเข้าเยี่ยมแต่ไม่ทราบว่าเป็นใคร

นายอลงกต วรกี สว. ประธาน กมธ.การบริหารงบประมาณ วุฒิสภา กล่าวว่า การประชุม กมธ.วันที่ 15 ก.ย. จะหารือถึงการตรวจสอบการใช้งบประมาณโครงการส่งเสริมซอฟต์พาวเวอร์ 5,000 ล้านบาท ของ น.ส.แพทองธาร ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี เพราะมีข้อสงสัยถึงความคุ้มค่าการใช้งบประมาณ รั่วไหลหรือไม่ โดยเฉพาะกรณีการจัดซื้อจัดจ้างในโครงการอีเวนต์ต่างๆ ที่ถูกตั้งข้อสังเกตมีการล็อกสเปกให้บุคคลใกล้ชิดได้งาน ได้ดำเนินการประมูลถูกต้องตามระเบียบราชการหรือไม่ รวมทั้งจะพิจารณาดูความคุ้มค่าในแต่ละโครงการว่า มีการใช้งบประมาณเกิดประโยชน์เพียงใด.



