สำนักข่าวซินหัวรายงานจากกรุงวอชิงตัน ประเทศสหรัฐอเมริกา เมื่อวันที่ 14 ก.ย. ว่ามาตรการจัดเก็บภาษีศุลกากรใหม่ของสหรัฐในปี 2568 จะเพิ่มจำนวนชาวอเมริกันที่ใช้ชีวิตอยู่ข้างใต้เส้นแบ่งความยากจนราว 658,000-875,000 คน ซึ่งคิดเป็นสัดส่วนราวร้อยละ 0.2-0.3 ของประชากรสหรัฐ ขึ้นอยู่กับมาตรการความยากจนที่ใช้วัด
ทั้งนี้ สำนักสำรวจสำมะโนประชากรของสหรัฐ กำหนดมาตรการชี้วัดความยากจน 2 แบบ ได้แก่ มาตรการวัดความยากจนอย่างเป็นทางการ (โอพีเอ็ม) ที่ใช้มานาน ซึ่งเปรียบเทียบรายได้เงินสดกับหลักเกณฑ์ที่อ้างอิงดัชนีเงินเฟ้อ และมาตรการวัดความยากจนเพิ่มเติม (เอสพีเอ็ม) ที่พิจารณาข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับทรัพยากรครัวเรือนและค่าครองชีพ
การจัดเก็บภาษีศุลกากรทำให้ราคาในเศรษฐกิจสูงขึ้นหรือกดทับรายได้ที่เป็นตัวเงิน กัดกร่อนสิ่งที่บรรดานักเศรษฐศาสตร์เรียกว่า “รายได้ครัวเรือนที่แท้จริง” เนื่องจากเป็นภาระที่กระจายตัวอย่างไม่เท่ากัน เพราะแต่ละครอบครัวมีรายจ่ายแตกต่างกันตามระดับรายได้
นอกจากนั้น ด้วยเหตุที่ความยากจนคำนวณโดยการเปรียบเทียบรายได้ครัวเรือน กับหลักเกณฑ์ซึ่งอ้างอิงดัชนีเงินเฟ้อ ราคาที่สูงขึ้นอันเป็นผลจากภาษีศุลกากรจึงผลักดันหลักเกณฑ์เหล่านั้นให้สูงขึ้นอีกโดยที่รายได้ส่วนใหญ่ไม่ได้เพิ่มขึ้นตาม ทำให้หลายครอบครัวถูกจัดอยู่ในกลุ่มยากจนเพิ่มขึ้น
ผลการวิจัยนี้ชี้ว่า การปรับขึ้นราคาอันเป็นผลภาษีศุลกากรไม่เพียงเพิ่มภาระแก่ผู้บริโภคเท่านั้น แต่ยังทำให้สถานการณ์ความยากจนทวีความรุนแรงยิ่งขึ้น ซึ่งซ้ำเติมความเสียหายทางเศรษฐกิจอย่างไม่เท่าเทียมกันจากนโยบายการค้าอีกด้วย
คณะนักวิจัยประจำบัดเจ็ต แล็บ ประเมินว่า อัตราภาษีที่จัดเก็บจากสินค้านำเข้าโดยเฉลี่ยเพิ่มขึ้นเป็นมากกว่าร้อยละ 18 ซึ่งถือเป็นอัตราสูงสุดนับตั้งแต่ปี 2476.
ข้อมูล : XINHUA
เครดิตภาพ : AFP



