เมื่อวันที่ 14 ก.ย. ผู้สื่อข่าวรายงานว่าโลกโซเชียลมีเดียและเพจต่างๆ ทั่วทั้ง จ.ขอนแก่นได้เผยแพร่ภาพจากผู้ใช้เฟซบุ๊กชื่อ “Wiparat Khunart (ร้านทุเรียนพบรัก)” ซึ่งได้โพสต์ข้อความเล่าประสบการณ์ถูกอายัดบัญชีเพราะมีบัญชีม้าโอนเงินมาซื้อทุเรียน จนตัดพ้อว่า คำว่าฝากเงินไว้ธนาคารปลอดภัยสุด คำนี้ใช้ไม่ได้แล้ว พร้อมข้อความระบุว่า “#โดนจนได้ อาชีพค้าขายเสี่ยงที่สุด แม่ค้าเลือกลูกค้าไม่ได้ และที่สำคัญแม่ค้าไม่สามารถรู้ที่ไปที่มาของเงินลูกค้าได้ เราค้าขายบริสุทธิ์ ขายของแลกเงิน แต่กับโดนอายัดบัญชี ธนาคารให้เหตุผลว่ามียอดเงินจากบัญชีม้าโอนเข้าบัญชีเรา (จึงต้องอายัดยอดไว้) ณ วันนี้ถูกอายัดเป็นเวลา 7 วันแล้ว ยังไม่มีใครให้คำตอบได้ว่าจะโดนอายัดไปอีกนานแค่ไหน ติดต่อธนาคาร ธนาคารแจ้งว่าตำรวจแจ้งให้อายัด และไม่มีช่องทางให้เราแสดงความบริสุทธิ์เลย ได้แค่รอ และรออย่างเดียว #ยอดโดนอายัด 169,xxx อาจจะน้อยสำหรับธนาคาร แต่มันมากสำหรับคนใช้หมุนนะคะ #คำว่าฝากเงินไว้ธนาคารปลอดภัยสุด คำนี้ใช้ไม่ได้แล้ว (เหนื่อยหาเงินไม่พอ ยังต้องมาเหนื่อยกับเงินที่หามาไว้อีก) #ฝากไว้ให้เห็นใจประชาชนคนค้าขายด้วย”

ในเวลาต่อมา ผู้สื่อข่าวลงพื้นที่ไปที่ร้านทุเรียนพบรัก ซึ่งตั้งอยู่เลขที่ 1/38-39 ริมถนนมิตรภาพสายขอนแก่น-นครราชสีมา ต.ในเมือง อ.เมือง ข.ขอนแก่น โดยได้พูดคุยกับ น.ส.วิภารัตน์ ขุนอาจ อายุ 28 ปี เจ้าของร้านทุเรียนพบรัก และเป็นผู้ที่โพสต์เรื่องดังกล่าว

น.ส.วิภารัตน์ กล่าวว่า บัญชีธนาคารของตนเองถูกอายัดไปตั้งแต่ช่วงต้นเดือน ก.ย. มารู้ตัวหลังจากนั้นเพราะจะโอนจ่ายเงินค่าสั่งซื้อทุเรียน 300,000 บาท ซึ่งในแอปพลิเคชั่นธนาคารมีเงินอยู่ในบัญชีประมาณ 400,000 บาท แต่ไม่สามารถโอนได้โดยมีข้อความจากระบบว่ายอดเงินของคุณไม่เพียงพอ พอเห็นแบบนั้นก็ตกใจรีบไปติดต่อธนาคารทันที โดยทางธนาคารแจ้งว่า ยอดเงินในบัญชีถูกอายัดเอาไว้ เนื่องจากเงินในบัญชีมีส่วนเกี่ยวข้องกับบัญชีม้าที่โอนเข้ามาซื้อทุเรียน โดยบอกให้เรารอการตรวจสอบ 72 ชม. เมื่อครบ 72 ชม.จะปลดอายัดให้หากตรวจสอบแล้วพบว่าไม่มีส่วนเกี่ยวข้อง

“พอได้ฟังก็ไม่ได้คิดอะไรมากถึงกับนิ่งนอนใจเพราะเชื่อมั่นว่าเราไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องอย่างแน่นอน มองว่าเงินที่ได้รับมานั้นบริสุทธิ์ทั้งหมด แต่พอครบ 72 ชม.ยอดเงินก็ยังไม่ถูกปลดอายัด จึงเดินทางไปสอบถามที่ธนาคารอีกครั้ง ทางธนาคารจึงทำการตรวจสอบยอดเงินในบัญชีให้ดู ว่าเป็นยอดไหนที่เกี่ยวข้องกับบัญชีม้าและตนเองก็พยายามสอบถามทุกอย่างว่าทำไมถึงโดน ทำไมมีส่วนเกี่ยวข้องกับบัญชีม้า ซึ่งพอธนาคารตรวจสอบก็แจ้งว่าจะมียอดเงินจากบัญชีม้าโอนเข้ามาในบัญชีตนเองจำนวน 16,000 บาท และก็ยิ่งสงสัยเข้าไปอีกว่าในเมื่อธนาคารรู้อยู่แล้วว่าบัญชีม้าโอนเข้ามา 16,000 บาท ทำไมจึงไม่ล็อกแค่เงินจำนวนนั้น แต่ทำไมถึงล็อกยอด 160,000 บาท ซึ่งธนาคารชี้แจงว่าเงินจำนวน 160,000 มีความเชื่อมโยงกัน พร้อมทั้งให้เบอร์ตำรวจไซเบอร์มา ซึ่งตนเองพยายามติดต่อไปแต่ก็โทรไม่ติดสายไม่ว่างตลอด และตอนนี้ยังไม่ได้คุยกับทางตำรวจแต่อย่างใด”

น.ส.วิภารัตน์ กล่าวต่อว่า หลังจากที่ทราบว่ายอด 16,000 ทำให้ถูกอายัดนั้นตนเองก็ได้ทำการตรวจสอบในบัญชีลูกค้าที่โอนมาเพราะที่โอนเงินหลักหมื่นบาท เป็นลูกค้าชาว สปป.ลาว ซึ่งเป็นลูกค้าประจำที่จะสั่งทุเรียนเดือนละ 1-2 ครั้ง เพื่อนำไปจำหน่ายที่ประเทศลาว พร้อมกันนี้ธนาคารยังบอกอีกว่ากรณีการถูกอายัดเงินนั้น อย่างเร็วสุดก็จะประมาณ 7 วัน พอครบก็ยังไม่ปลดอายัดให้จึงได้โพสต์ข้อความดังกล่าวออกไปในโซเชียล และก็น่าจะมีคนที่โดนแบบตนเองด้วยต่างเข้ามาแสดงความคิดเห็นและแชร์ออกไปเป็นจำนวนมาก ทีแรกว่าจะไปแจ้งตำรวจเพื่อลงบันทึกประจำวันเอาไว้ในวันจันทร์ที่จะถึงนี้ แต่หลังจากโพสต์ไปมีเจ้าหน้าที่ธนาคารโทรมาแจ้งว่ายอดเงินที่อายัดได้ทำการปลดให้แล้ว พร้อมกับขอโทษที่ไม่ได้แจ้งล่วงหน้าก่อนทำการอายัด และยืนยันกับตนเองว่าทุกอย่างที่อายัดเป็นไปตามกระบวนการ

“ยอดเงิน 160,000 บาทนั้น จะเป็นยอดรวมขายปลีกและขายส่ง บัญชีธนาคารที่ถูกอายัดเป็นบัญชีสำหรับขายส่ง และบัญชีที่รับโอนเงินหน้าร้านเพื่อขายปลีกจะเป็นอีกธนาคารหนึ่ง โดยยอดเงิน 16,000 บาทที่ลูกค้าชาว สปป.ลาวโอนมาเป็นบัญชีขายปลีก ที่ตนเองจะโอนมารวมไว้ในบัญชีขายส่ง แต่บัญชีที่ลูกค้าชาว สปป.ลาวโอนเข้านั้นไม่ได้ถูกอายัด แต่อายัดอีกธนาคาร ก็ยิ่งทำให้สงสัย ว่าทำไมธนาคารรู้อยู่แล้ว ว่ายอด 16,000 บาทมีความเสี่ยงทำไมไม่อายัดยอดนั้นไปตรวจสอบ เพราะตนเองพร้อมที่จะแสดงความบริสุทธิ์ ซึ่งก็ได้สอบถามทางธนาคารอยู่ว่ามีช่องทางที่จะสามารถชี้แจงได้หรือไม่ ต้องการเอกสารอะไรเราก็พร้อมที่จะส่งให้เพื่อให้ปลดล็อกบัญชีตรงนี้เพราะจำเป็นต้องใช้ แต่ผ่านไป 3 วันแล้วก็ยังไม่ปลดผ่านไปอีกเจ็ดวันก็ยังไม่ปลด ทำให้รู้สึกว่านานเกินไปเพราะเงินเราก็ต้องนำไปหมุนค้าขาย และสิ่งที่เกิดขึ้นก็สร้างผลกระทบให้กับทางร้านจากที่จะซื้อทุเรียนเข้าร้านได้ในยอดจำนวน 500,000 บาทก็ซื้อได้แค่ 300,000 ทำให้ซื้อของมาขายได้น้อยลง รายได้ก็ลดลงไม่เพียงพอต่อรายจ่ายทั้งพนักงานในร้านและค่าใช้จ่ายอื่นๆ

“ตอนนี้ก็โล่งใจและดีใจที่ได้เงินคืนแต่ก็รู้สึกไม่สบายใจ ต่อไปก็คงจะลำบากขึ้นซึ่งวันนี้ก็จะไปถอนเงินสดออกมาทั้งหมด เวลาจะสั่งซื้อของก็ต้องไปที่ธนาคารเพื่อโอนเงิน ทุกอย่างคงไม่ผ่านแอปพลิเคชั่นของธนาคารอีกแล้ว คงต้องยอมรับในเรื่องความเสี่ยงที่จะเดินทางไปธนาคารเสียเวลาในการต่อคิวเพื่อทำธุรกรรมทางการเงินในธนาคาร เพราะเป็นวิธีเดียวที่ทำแล้วจะสบายใจ ในส่วนการสแกนจ่ายเงินที่หน้าร้านก็กำลังปรึกษากันในร้านอยู่ว่าจะยกเลิกหรือไม่ เพราะถ้าไม่รับสแกนจ่ายเงินหน้าร้านก็จะทำให้เกิดผลกระทบตามมา เพราะลูกค้าที่มาซื้อทุเรียนมีมากถึง 80% ที่ใช้วิธีการสแกนจ่ายผ่านแอปธนาคาร ถ้าไม่รับโอนก็อาจจะทำให้เสียลูกค้าไปเพราะลูกค้าบางคน ก็ไม่พกเงินสดติดตัว สุดท้ายอยากจะฝากถึงทางเจ้าหน้าที่อยากให้มีการแจ้งล่วงหน้าก่อนทำการอายัด เพื่อไม่ให้เกิดความตกใจเหมือนตนเอง เพราะมารู้เองไม่ได้มีใครหรือเจ้าหน้าที่โทรมาบอกหากมีเจ้าหน้าที่โทรมาสักหน่อย หรือเปิดช่องทางให้สามารถชี้แจงได้ว่ามีส่วนเกี่ยวข้องให้นำเอกสารหลักฐานต่างๆ มายื่นตรวจสอบกับทางเจ้าหน้าที่เพื่อแสดงความบริสุทธิ์ใจ”