ที่สำนักงานเดลินิวส์ ถนนวิภาวดีรังสิต แขวงตลาดบางเขน เขตหลักสี่ กรุงเทพฯ เมื่อวันที่ 15 ก.ย. 68 นางประพิณ รุจิรวงศ์ นางสิริวรรณ พันธุ์ปรีชากิจ นายปารเมศ เหตระกูล กรรมการบริหารเดลินิวส์ มอบหมายให้ นายนต รุจิรวงศ์ เลขานุการกรรมการบริหารฯ น.ส.นลิน รุจิรวงศ์ รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ ฝ่ายกลยุทธ์องค์กรและการตลาด ในฐานะตัวแทนมูลนิธิแสง-ไซ้กี เหตระกูล พร้อมด้วยนายอนันต์ นุ่มดี รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ ด้านปฏิบัติการนครหลวง สายงานระบบไปรษณีย์และปฏิบัติการนครหลวง บริษัท ไปรษณีย์ไทย จำกัด (ปณท) และพนักงานบริษัท สี่พระยาการพิมพ์ จำกัด (เดลินิวส์) พนักงานเจ้าหน้าที่ บริษัท ไปรษณีย์ไทย จำกัด (ปณท) ร่วมกันนำถุงยังชีพ 600 ชุด และน้ำดื่ม 300 แพ็ก ใส่รถขนส่งไปรษณีย์ เพื่อจัดสิ่งไปยังพื้นที่ประสบภัยน้ำท่วมในเขต จ.พระนครศรีอยุธยา และ จ.อ่างทอง

น.ส.นลิน รุจิรวงศ์ เปิดเผยว่า เนื่องจากปัจจุบันเกิดเหตุน้ำท่วมในหลายพื้นที่ ทางผู้บริหารมูลนิธิแสง-ไซ้กี เหตระกูล และเดลินิวส์ จึงมอบหมายให้จัดหาสิ่งของจำเป็น เพื่อเข้าช่วยเหลือประชาชนที่ได้รับความเดือดร้อนผ่านทางมูลนิธิแสง-ไซ้กี เหตระกูล โดยในครั้งนี้มีการลงพื้นที่บริเวณวัดบันไดช้าง ต.หัวเวียง อ.เสนา จ.พระนครศรีอยุธยา และเขตเทศบาลตำบลบางจัก อ.วิเศษชัยชาญ จ.อ่างทอง ซึ่งเป็นจุดรับน้ำท่วมเต็มพื้นที่

น.ส.นลิน เผยอีกว่า โดยได้รับความร่วมมือจากบริษัท ไปรษณีย์ไทย จำกัด (ปณท) ในการขนส่งถุงยังชีพมาในพื้นที่ รวมถึงตำรวจทางหลวง กองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง (บช.ก.) และตำรวจท้องที่ ที่อำนวยความสะดวกเรื่องเส้นทางเป็นอย่างดี ในการลงพื้นที่

“สำหรับมูลนิธิแสง-ไซ้กี เหตระกูล และเดลินิวส์ ได้ตระหนักถึงความเดือดร้อนของประชาชน ทั้งที่เกิดจากภัยธรรมชาติในรูปแบบต่างๆและความเดือดร้อนทั่วไปด้วย จึงอยากขอเป็นส่วนหนึ่งในการช่วยเหลือ ด้วยการจัดหาสิ่งของที่ต้องการและจำเป็นไปให้พี่น้องประชาชน ทั้งนี้ ขอเชิญชวนองค์กร หรือบุคคลทั่วไปร่วมแบ่งปันน้ำใจ ด้วยการร่วมบริจาคเงินสมทบทุนเข้ามูลนิธิแสง-ไซ้กี เหตระกูล เพื่อนำมาจัดซื้อสิ่งของต่างๆ เพื่อไปช่วยเหลือประชาชนต่อไป” น.ส.นลิน กล่าว

ทั้งนี้ผู้สื่อข่าวรายงานว่า โดยแต่ละปีตำบลหัวเวียง จะรับมวลน้ำใต้เขื่อนเจ้าพระยา ส่งผลให้ชาวบ้านในพื้นที่ได้รับผลกระทบปีละ 3 ครั้งในเดือนพฤษภาคม,กรกฎาคมและกันยายน ซึ่งชาวบ้านส่วนใหญ่สะท้อนปัญหาว่า ปัญหาหลักว่า มวลน้ำที่เข้ามาในพื้นที่มีปริมาณสูงมากจากการที่กรมชลประทานปล่อยน้ำลงมาในพื้นที่ ซึ่งอยากให้มีความชัดเจนในเรื่องของการบริหารจัดการน้ำ ระบายน้ำจากเขื่อนให้ชัดเจนกับชาวบ้าน  เพื่อที่จะได้รับมือเตรียมตัวในการอพยพรวมทั้งเก็บผลผลิตทางการเกษตรเพื่อไม่ให้เกิดความเสียหาย

เช่นเดียวกับที่ตำบลบางจัก ที่พบว่าสถานการณ์ไม่ต่างกัน เพราะเป็นพื้นที่รับน้ำปีละหนึ่งครั้ง ซึ่งมีชาวบ้านได้รับผลกระทบ 500 ครัวเรือน โดยชาวบ้านในพื้นที่อยากให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ให้ความชัดเจนเรื่องการระบายน้ำแจ้งล่วงหน้าอย่างน้อยสองวันเพื่อที่จะเตรียมตัวรับมือกับสถานการณ์