เมื่อวันที่ 2 ก.ค. 69 ที่รัฐสภา นายอาสพลธ์ สรรณ์ไตรภพ สส.ศรีสะเกษ พรรคภูมิใจไทย ในฐานะประธานคณะกรรมาธิการป้องกันและปราบปรามการทุจริตประพฤติมิชอบ (กมธ.ป.ป.ช.) สภาผู้แทนราษฎร แถลงความคืบหน้ากรณีการจับกุมขบวนการทุจริตสอบแข่งขันบุคคลเข้าเป็นข้าราชการหรือเจ้าพนักงานส่วนท้องถิ่นที่จังหวัดนนทบุรี โดยระบุว่า ในการประชุม กมธ.ป.ป.ช. วันนี้ ได้เชิญ พล.ต.ต.จรูญเกียรติ ปานแก้ว รองผู้บัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง และเจ้าหน้าที่ตำรวจที่เกี่ยวข้อง เข้าให้ข้อมูลความคืบหน้าในการดำเนินคดี รวมถึงกรณีการดำเนินคดีกับปลัดจังหวัดภูเก็ต โดย กมธ. จะเชิญหน่วยงานที่เกี่ยวข้องมาให้ข้อมูลเพิ่มเติมในสัปดาห์หน้า และจะนำผลการตรวจสอบของกระทรวงมหาดไทยเข้ามาพิจารณาควบคู่กัน

นายอาสพลธ์ กล่าวว่า การทุจริตสอบท้องถิ่นเป็นปัญหาที่ตนติดตามมาตั้งแต่ปี 2566 โดยเมื่อวันที่ 5 ม.ค. 2567 ได้นำผู้ได้รับผลกระทบเข้าร้องเรียนต่อนายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย จนนำไปสู่การลงนามบันทึกข้อตกลง (MOU) ร่วมกับ 5 หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เมื่อวันที่ 26 ม.ค. 2567 และสามารถจับกุมขบวนการทุจริตได้ในปี 2569 ทั้งนี้ ที่ประชุม สส.พรรคภูมิใจไทย มีมติชัดเจนว่า เรื่องทุจริตถึงใคร ไม่ว่าจะหน่วยงานไหน หรือ สส. ในพรรค จะไม่มีการช่วยเหลือ และหากพบคนในมีเอี่ยว ก็พร้อม “ฟันไม่เลี้ยง” เพื่อดำเนินคดีตามกฎหมายอย่างถึงที่สุด ยืนยันว่างานนี้ “ไม่มีปาหี่” และจะไม่จบแค่การจับ “ปลาซิวปลาสร้อย” เท่านั้น แต่ กมธ.ป.ป.ช. จะติดตามสาวไส้ไปให้ถึงตัวการใหญ่ระดับบนสุด

ส่วนกรณีที่มีการพาดพิง กมธ.ป.ป.ช. เกี่ยวกับพฤติการณ์เรียกรับผลประโยชน์ในช่วงเดือน ต.ค. 2568 นายอาสพลธ์ ชี้แจงว่า ช่วงเวลาดังกล่าว ตนยังไม่ได้ดำรงตำแหน่งประธาน กมธ. และจากการตรวจสอบรายชื่อบุคคลที่ถูกกล่าวอ้างว่าเป็นที่ปรึกษานั้น พบว่าไม่มีตัวตนอยู่จริงในคณะกรรมาธิการชุดปัจจุบัน มีเพียงบุคคลที่มีนามสกุลเดียวกันเคยเป็นที่ปรึกษาประธาน กมธ. ในสมัยที่ผ่านมา นอกจากนี้ ขอยืนยันว่า กมธ. ไม่มีอำนาจ และไม่เคยดำเนินมาตรการในลักษณะล่อซื้อหรือสืบสวนเชิงลึกตามที่มีการกล่าวอ้าง

ทั้งนี้ การพาดพิงดังกล่าวสร้างความเสียหายต่อภาพลักษณ์ของ กมธ.ป.ป.ช. และรัฐสภา ตนจึงได้ประสานสำนักกฎหมาย สำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร ทำหนังสือถึงประธานสภาผู้แทนราษฎร เพื่อพิจารณาดำเนินคดีตามกฎหมายกับกลุ่มคนที่แอบอ้างชื่อที่ปรึกษา กมธ. ไป “หากิน” จนทำให้ประชาชนเข้าใจผิด ว่าสภากลายเป็นแหล่งเรียกรับผลประโยชน์ และขอให้ประธานสภา วางมาตรการป้องกันเพื่อปกป้องศักดิ์ศรีของรัฐสภา

สำหรับข้อเสนอเรื่องรูปแบบการจัดสอบท้องถิ่น นายอาสพลธ์ ระบุว่า ข้อมูลในอดีตชี้ให้เห็นว่าการจัดสอบทั้งโดยส่วนกลางและโดยองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นเอง ล้วนเคยประสบปัญหาการทุจริต ดังนั้น แนวทางในอนาคตคือการสร้างมาตรการป้องกันที่มีประสิทธิภาพ โดย กมธ. อยู่ระหว่างศึกษาโมเดลการจัดสอบของสำนักงานคณะกรรมการข้าราชการพลเรือน (ก.พ.)
ปัจจุบันร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) ระเบียบบริหารงานบุคคลส่วนท้องถิ่น อยู่ระหว่างการพิจารณาของวุฒิสภา หากมีการแก้ไขเพิ่มเติมเพื่อโอนอำนาจการจัดสอบภาค ก ให้สำนักงาน ก.พ. เป็นผู้ดำเนินการ ทางสภาผู้แทนราษฎรหรือรัฐบาล จะต้องเสนอร่าง พ.ร.บ.ระเบียบข้าราชการพลเรือน เพื่อแก้ไขข้อกฎหมายให้สำนักงาน ก.พ. มีอำนาจหน้าที่รองรับการจัดสอบข้าราชการส่วนท้องถิ่นควบคู่กันไปด้วย



