“กินข้าวเช้าเหมือนราชา กินข้าวเย็นเหมือนยาจก” ประโยคนี้ไม่ใช่แค่เรื่องเล่นๆ แต่เป็นความจริงที่ส่งผลต่อสุขภาพกระดูกของเราอย่างไม่น่าเชื่อ!
การศึกษาล่าสุดจากทีมนักวิจัยจากคณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยนารา ในประเทศญี่ปุ่น ได้เผยแพร่ผลการวิจัยผ่านวารสาร Endocrine Society ตามรายงานของ Fox News ในสหรัฐอเมริกา
จากกลุ่มตัวอย่างจำนวน 927,130 คน เป็นผู้ใหญ่ที่มีอายุ 20 ปีขึ้นไป ซึ่งเข้ารับการตรวจสุขภาพระหว่างวันที่ 1 เมษายน 2557 ถึง 28 กุมภาพันธ์ 2565 โดย 55% เป็นผู้หญิง 45% เป็นผู้ชาย อายุเฉลี่ยคือ 67 ปี
ทีมวิจัยได้ติดตามกลุ่มตัวอย่างเป็นเวลาประมาณ 2 ปี 6 เดือน โดยตรวจสอบอย่างใกล้ชิดว่า ผู้เข้าร่วมมีกระดูกหักจากโรคกระดูกพรุนที่สะโพก กระดูกสันหลัง ปลายแขน และกระดูกต้นแขนหรือไม่? จนพบความเชื่อมโยงที่น่าตกใจระหว่าง “พฤติกรรมการกินที่ไม่เหมาะสม” กับ “โรคกระดูกพรุน” ที่ทำให้กระดูกเปราะบาง และเสี่ยงต่อการแตกหักได้ง่าย
ผลวิจัยพบว่า การ “งดอาหารเช้า” 3 ครั้งต่อสัปดาห์ขึ้นไป และการ “กินมื้อดึก” ภายใน 2 ชั่วโมงก่อนนอน คือสัญญาณอันตรายที่อาจนำไปสู่ปัญหาสุขภาพกระดูกในระยะยาว
ที่น่าสนใจคือ พฤติกรรมการกินเหล่านี้ มักจะมาคู่กับไลฟ์สไตล์ที่ไม่ดีอื่นๆ เช่น การสูบบุหรี่ การดื่มแอลกอฮอล์ การนอนหลับไม่เพียงพอ และการขาดการออกกำลังกาย ซึ่งทั้งหมดล้วนเป็นปัจจัยเสี่ยงที่ทำให้สุขภาพกระดูกแย่ลงไปอีก
“เราพบว่าพฤติกรรมการกินเหล่านี้ มักเกิดขึ้นควบคู่กับพฤติกรรมที่ไม่ดีต่อสุขภาพอื่นๆ เช่น การสูบบุหรี่ การออกกำลังกายน้อย และการนอนหลับไม่เพียงพอ” ดร.ฮิโรกิ นากาจิมะ จากคณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยนารา กล่าว
อย่างไรก็ตาม ด้วยข้อจำกัดของการศึกษาที่เป็นการศึกษาเชิงสังเกต ซึ่งไม่ได้พิสูจน์ว่า การงดอาหารเช้า หรือ การรับประทานอาหารตอนดึก เป็นสาเหตุโดยตรงของโรคกระดูกพรุนหรือไม่ เพียงแต่พิสูจน์ว่ามีความสัมพันธ์กันระหว่าง 2 ปัจจัยนี้เท่านั้น
แต่ก็มีความชัดเจนว่า พฤติกรรมที่ไม่ดีดังที่ได้กล่าวไป คือ “เพื่อนสนิท” ของพฤติกรรมเสี่ยงอื่นๆ ที่ทำร้ายกระดูกของเราอย่างช้าๆ
ดังนั้น ก่อนที่จะสายเกินไป หันมาใส่ใจมื้อเช้าให้มากขึ้น งดการกินมื้อดึกก่อนนอน เพื่อให้กระดูกแข็งแรงไปได้อีกนานๆ
ที่มาและภาพ : insight korea, freepik



