เมื่อวันที่ 15 ก.ย. นายอลงกรณ์ พลบุตร รองประธานคณะกรรมการยุทธศาสตร์ พรรคประชาธิปัตย์ และประธานสถาบันเอฟเคไอไอ (Field for Knowledge Integration and Innovation : FKI Thailand) เผยแพร่บทความเกี่ยวกับสถานการณ์ของพรรคประชาธิปัตย์ขณะนี้ โดยระบุว่า

วิกฤตคือโอกาสในการสร้างรากฐานใหม่

ประชาธิปัตย์ พรรคการเมืองเก่าแก่ที่สุดของไทย กำลังเผชิญกับจุดหักเหสำคัญ เมื่อเกิดการเปลี่ยน2เรื่องในเวลาใกล้เคียงกันคือการกลับมาเป็นฝ่ายค้านและการลาออกของหัวหน้าพรรคซึ่งถือเป็นสถานการณ์ที่ท้าทาย แต่ก็เปิดโอกาสให้พรรคทบทวนอดีตและวางอนาคตที่ตอบโจทย์ความท้าทายในวันข้างหน้า ทั้งวิสัยทัศน์ อุดมการณ์ ภาวะผู้นำ แนวทางของพรรค การพัฒนาองค์กรและบุคลากรพรรค

บทความเชิงเปรียบเทียบระหว่างประชาธิปัตย์และสตาร์บัคส์ โดยมองผ่านแนวคิดในหนังสือ “ถอยไปข้างหน้า (Onward: How Starbucks Fought for Its Life without Losing Its Soul)” โดยโฮวาร์ด ชูลท์ส (Howard Schultz) ผู้ก่อตั้งสตาร์บัคส์ หนึ่งในหนังสือที่ผมชื่นชอบและพบว่าทั้ง 2 องค์กรมีสถานการณ์ที่คล้ายคลึงกันในการเผชิญวิกฤตและพยายามกลับสู่พื้นฐานเดิม โดยเน้นการรักษาจิตวิญญาณหลักและก้าวไปข้างหน้าอย่างยั่งยืน

หนังสือเล่มนี้บันทึก เรื่องราวการพลิกฟื้นกิจการสตาร์บัคส์ ระหว่างวิกฤตการณ์ทางเศรษฐกิจและการดำเนินธุรกิจ ที่ผู้เขียนเรียกว่า การถอยไปข้างหน้า เพื่อกลับไปหาตัวตนที่แท้จริงของแบรนด์สตาร์บัคส์

วิกฤตสตาร์บัคส์: บทเรียนแห่งการฟื้นฟู

สตาร์บัคส์เติบโตขยายตัวอย่างรวดเร็วแต่สูญเสียจิตวิญญาณและคุณค่าดั้งเดิม ยิ่งเมื่อประสบกับคู่แข่งใหม่ๆ ทำให้ลูกค้าตีจากยอดขายและราคาหุ้นลดลงอย่างมาก จากสาเหตุหลักคือการให้ประสบการณ์และรสชาติกาแฟที่ลดลง รวมถึงการเบี่ยงเบนไปจากแนวทางหลัก คือร้านกาแฟซึ่งเคยเป็น “สถานที่ที่สาม (Third Place)” นอกเหนือจากบ้านและที่ทำงานก็เสียเอกลักษณ์ไปเช่นกัน

โฮวาร์ด ชูลท์ส ต้องต่อสู้กับคณะผู้บริหารและผู้ถือหุ้นในการขอโอกาสกลับมากอบกู้สตาร์บัคส์ที่กำลังถดถอยท่ามกลางการแข่งขันที่รุนแรงโดยสามารถกลับมาดำรงตำแหน่งซีอีโออีกครั้งในปี 2008 ได้นำกลยุทธ์สำคัญๆ มาปรับใช้เพื่อกอบกู้กิจการ

1. การหยุดและทบทวน : ชูลท์สตัดสินใจ ปิดร้านสตาร์บัคส์ทุกสาขาในสหรัฐอเมริกาชั่วคราว เพื่อฝึกอบรมบาริสต้าในเรื่องการชงกาแฟเอสเปรสโซให้สมบูรณ์แบบ นี่คือสัญลักษณ์ของการถอยเพื่อก้าวไปข้างหน้า ที่โดดเด่นที่สุด

2. การกลับสู่พื้นฐาน : เน้นย้ำ คุณภาพของกาแฟ, ประสบการณ์ในร้าน และการบริการ แทนการขยายสาขาอย่างเดียว

3. การปรับเปลี่ยนโลโก้ : เอาคำว่า “Coffee” ออกจากโลโก้ เพื่อสื่อถึงความหลากหลายของผลิตภัณฑ์ beyond กาแฟ พร้อมกับรักษาเอกลักษณ์ไว้

4. การเป็นส่วนหนึ่งของชุมชน: ส่งเสริมให้แต่ละสาขามีความเชื่อมโยงกับชุมชนท้องถิ่นผ่านโครงการต่างๆ และการมีจริยธรรมในการซื้อกาแฟ

5. การพัฒนาพนักงาน (พาร์ตเนอร์): คัดเลือกและพัฒนาพนักงานให้มี “เลือดสีเขียว” (Green Blood) ซึ่งหมายถึงการมีคุณสมบัติ 5 ประการ: เป็นมิตร (Welcoming), มีส่วนร่วม (Involve), มีความรู้ (Knowledge), เป็นตัวของตัวเอง (Genuine) และเอาใจใส่ (Considerate)

6.Starbucks Shared Planet : มุ่งเน้น ความยั่งยืนทางสังคมและสิ่งแวดล้อม ผ่านสามเสาหลัก ได้แก่ การสนับสนุนเกษตรกรผู้ปลูกกาแฟอย่างมีจริยธรรม, การดูแลสิ่งแวดล้อม และการบริการชุมชน

ภายใน 2 ปี สตาร์บัคส์สามารถพลิกฟื้นสถานการณ์ และกลับมาแข็งแกร่งอีกครั้ง

หนังสือเล่มนี้ไม่เพียงบอกเล่าประวัติศาสตร์และความลับเบื้องหลังการตัดสินใจของผู้บริหารเท่านั้น แต่ยังเป็นแรงบันดาลใจในการก้าวผ่านวิกฤตด้วยการกลับไปหาคุณค่าหลัก  และชูลท์ส เน้นย้ำว่า “กาแฟทุกแก้วคือการให้บริการที่ยิ่งใหญ่ และสร้างบริษัทด้วยจิตวิญญาณ”

การฟื้นฟูสตาร์บัคส์ให้บทเรียนดังนี้

1.การยอมถอยกลับเพื่อทบทวนคือความเข้มแข็ง ไม่ใช่ความอ่อนแอ

2.การรักษาจิตวิญญาณดั้งเดิมขณะปรับปรุงกลยุทธ์คือกุญแจความสำเร็จ (Key success)

3.วิกฤตคือโอกาสในการปฏิรูปตัวเอง

“ถอยไปข้างหน้า” สู่การปฏิรูปประชาธิปัตย์ (Democrat Reformation)

 พรรคประชาธิปัตย์กำลังเผชิญความท้าทายคล้ายคลึงกับสตาร์บัคส์ในการค้นหาทางออกจากวิกฤติ โดยเฉพาะอย่างยิ่งปัญหา 1.ความไม่เป็นเอกภาพทั้งแนวคิดแนวทางและกลุ่มบุคคลภายในพรรค 2.จุดยืนทางการเมืองที่สับสนภายใต้บริบทการเมืองที่สลับขั้วและซับซ้อน 3.ความคาดหวังของประชาชนที่เปลี่ยนแปลงไป

ดังนั้น การเป็นฝ่ายค้านจึงเป็นโอกาสในการพิสูจน์การทำงานแนวใหม่ภายใต้ภาวะผู้นำใหม่ ในการตรวจสอบถ่วงดุลรัฐบาล และเป็นพรรคการเมืองที่ประชาชนฝากความหวังได้ ซึ่งเป็นโอกาสในการฟื้นฟูความน่าเชื่อถือและภาพลักษณ์ครั้งใหม่ เช่น

1. การกลับสู่ค่านิยมและอุดมการณ์พื้นฐาน (Democrat DNA) คือการเมืองสุจริต ยึดมั่นอุดมการณ์ประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ในระบบรัฐสภา และอัตลักษณ์การเป็นพรรคการเมืองที่มีหลักการเพื่อฟื้นฟูและสร้างเสริมต่อยอดความเชื่อมั่นศรัทธา

2.การปฏิรูปพรรค โดยพัฒนานโยบายที่ทันสมัยก้าวหน้าตอบโจทย์ปัญหาและความท้าทายของประชาชนและประเทศชาติทั้งปัจจุบันและอนาคต โดยใช้เทคโนโลยีดิจิตอล-ปัญญาประดิษฐ์เอไอ (AI) และการสื่อสารสมัยใหม่ ตลอดจนขยายฐานสมาชิกใหม่โดยเฉพาะในกลุ่มเยาวชน คนรุ่นใหม่และสมาชิกดั้งเดิม

3.การอัพเกรดองค์กรพรรคทั้งส่วนกลางและภูมิภาคเป็นองค์กรทันสมัยก้าวหน้า พร้อมกับพัฒนาทีมทำงานพรรคและแกนนำทุกระดับอย่างต่อเนื่อง

สรุป: จุดหักเหไม่ใช่จุดจบ แต่ถอยเพื่อก้าวไปข้างหน้า

การกลับมาเป็นฝ่ายค้านและการเปลี่ยนผู้นำของพรรคประชาธิปัตย์ไม่ใช่จุดจบ แต่คือจุดหักเหที่สำคัญ

พรรคประชาธิปัตย์สามารถแปรวิกฤตเป็นโอกาสในการกำหนดทิศทางและอัตลักษณ์ของพรรค ด้วยแนวคิด “การถอยไปข้างหน้า” ในการฟื้นฟูพรรคเพื่อก้าวเดินต่อไปอย่างมีคุณค่าและความหมาย เช่นเดียวกับสตาร์บัคส์ที่กลับมาทบทวนรากฐานก่อนก้าวไปข้างหน้าอย่างมั่นคง

แนวคิด “ถอยไปข้างหน้า (Onward)” ยังเป็นแรงบันดาลใจและบทเรียนที่มีคุณค่าสำหรับการปฏิรูปและการพัฒนาองค์กรในทุกวงการเมื่อเผชิญกับวิกฤติและความท้าทายใหม่ๆ เช่นกรณีพรรคประชาธิปัตย์.