วันที่ 16 ก.ย. นายเศรษฐพุฒิ สุทธิวาทนฤพุฒิ ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เปิดเผยในงาน ผู้ว่าฯธปท.พบสื่อฯ ว่า อยากฝากทางด้านการคลังในเรื่องเสถียรภาพการคลังเป็นสิ่งสำคัญ เพราะมองไปข้างหน้ามีประเด็นต้องจับตามอง ถ้าฝั่งการคลังไม่แข็งแรง ทำให้ไทยมีความเสี่ยงถูกปรับลดความน่าเชื่อถือเครดิตเรตติ้ง ซึ่งปัญหาด้านการคลังมาจากช่วงโควิดที่ใช้ทรัพยากรไปเยอะช่วยเศรษฐกิจ แต่สิ่งที่อยากเห็นการคลังคือต้องช่วยรัดเข็มขัดให้ฐานะการคลังกลับมา สร้างเสถียรภาพระยะปานกลางสูงขึ้น โดยควรมีการเพิ่มรายได้ เพื่อให้นำไปสู่เสถียรภาพระยะยาว
ทั้งนี้ ถ้าหากรายจ่ายรัฐบาลเพิ่มขึ้น ถ้าปล่อยให้เป็นไปตามเทรนด์เดิม จะมีประเด็นเรื่องความยั่งยืน โดยข้อมูล 5 ปีที่ผ่านมา รายจ่ายรัฐบาลเติบโต 4% รายได้เติบโต 1.7% และยืนยันว่าขณะนี้ไทยไม่ได้เกิดวิกฤติทางด้านการคลัง แต่แค่อย่าชะล่าใจ ต้องมีแผนรองรับระยะยาว เพราะการคลังเป็นพื้นฐานทุกอย่าง ขณะที่ความเปราะบางในด้านต่างประเทศของไทยยังไม่มีปัญหาทั้งดุลชำระเงิน ค่าเงิน และปัญหาหนี้กับธนาคาร ซึ่งภาพรวมไม่มีปัญหาแต่ต้องใส่ใจเป็นพิเศษคือเรื่องการคลัง ถ้าใช้เงินมากเกินไปจะเสี่ยงถูกลดเครดิตเรตติ้ง
สำหรับการสร้างโอกาสให้เศรษฐกิจไทย โดยไทยต้องดึงดูดเงินลงทุนจากต่างประเทศ หรือเอฟดีไอ เพราะในตอนนี้ทำได้น้อยกว่าประเทศเพื่อนบ้าน โดยข้อมูลจากธนาคารโลกและธปท. สัดส่วนของเอฟดีไอของโลก เฉลี่ยเมื่อปี 44-48 ไทยยังเป็นผู้นำในกลุ่มประเทศเพื่อนบ้าน แต่พอมาในปี 67 ประเทศไทยมีเอฟดีไอน้อยกว่า โดยไทยมีสัดส่วน 0.77%, มาเลเซีย 1.8%, เวียดนาม 1.53% และ อินโดนีเซีย 1.83% รวมถึงเรื่องการแก้ปัญหาหนี้ โดยต้องทำและยอมรับว่าไม่ได้แก้ได้อย่างรวดเร็ว การแก้อย่างยั่งยืนต้องแก้ด้วยรายได้ เมื่อรายได้ไม่ฟื้น ไม่สามารถแก้หนี้ได้อย่างยั่งยืน



