เห็นได้จากสถานการณ์ของ 2 พรรคการเมืองที่ต่อท่อมาจาก “พี่น้อง 3 ป.” ทั้งพรรคพลังประชารัฐ (พปชร.) ของ “พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ” และพรรครวมไทยสร้างชาติ (รทสช.) ของ “พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา” ซึ่งถูกวิพากษ์วิจารณ์และถูกจับตาตั้งแต่วันแรกว่าจะเป็นพรรคการเมืองเฉพาะกิจหรือไม่

กระทั่งมาถึงวันนี้ ปรากฏชัดว่าผ่านเพียงไม่กี่ปี ทั้ง 2 พรรคนี้มีแนวโน้มการหลอมละลาย เริ่มไหลไปรวมกลุ่มก้อนสีน้ำเงินอย่างพรรคภูมิใจไทย (ภท.)

ล่าสุดเกิดข่าวการแตกหักใน “รวมไทยสร้างชาติ” ระหว่างกลุ่มของ “พีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค” หัวหน้าพรรคฯ กับกลุ่มของ “เอกนัฏ พร้อมพันธุ์” เลขาธิการพรรคฯ เรื่องการเปลี่ยนกรรมการบริหารพรรคฯ แถมลุกลามจนทำให้ “ชุมพล จุลใส” อดีตสส.ชุมพร ยกทีมงานของ สส.ชุมพรชุดใหญ่ ย้ายไป “ค่ายสีน้ำเงิน” เตรียมสู้ศึกเลือกตั้งครั้งหน้า ที่สำคัญ “พีระพันธุ์-เอกนัฏ” โต้เถียงกันหนักเมื่อปลายสัปดาห์ที่ผ่านมา ส่งผลให้ “เอกนัฏ” ประกาศลาออกจากตำแหน่งเลขาธิการพรรคฯ พร้อมกับกระแสข่าวที่ว่าเตรียมเก็บกระเป๋ารอวันออกไปบ้านใหม่ที่ปลายทางอาจเป็นพรรคภูมิใจไทย

ด้านพรรคพลังประชารัฐกลายเป็นพรรคอกแตกด้วย เพราะ “ก๊วนมะขามหวาน” ที่นำโดย “สันติ พร้อมพัฒน์” เลขาธิการพรรคฯ และกลุ่มสส.ในมือของ “ทวี สุระบาล” สส.ตรัง ยกตัวและใจไปให้กับค่ายสีน้ำเงินหมดแล้ว และเลือก “อนุทิน ชาญวีรกูล” เป็นนายกรัฐมนตรี คนที่ 32 ส่วนคนที่เหลือก็โซซัดโซเซแล้วมาพึ่งร่มเงาของพรรคภูมิใจไทยเช่นกัน

ปัจจัยหลักที่ส่งเสริมให้พรรคภูมิใจไทยเนื้อหอมสุดเสน่หา สืบเนื่องจากบารมี “ครูใหญ่เนวิน ชิดชอบ” และอานุภาพของเครือข่ายทางการเมือง บวกกับออร่าสุดปังของ “อนุทิน” ในยามนี้ ทำให้ใครๆ ก็แทงหวยว่าในฝ่ายอนุรักษ์นิยม ถ้าไม่ย้ายขั้วไปทางพรรคเพื่อไทย ก็ต้องหันมาที่พรรคภูมิใจไทยแน่นอน เพราะเป็นไปไม่ได้ที่คนกลุ่มนี้จะร่วมทัพด้อมส้ม  “พรรคประชาชน” เนื่องจากเป็นคนละดีเอ็นเอ

อย่างไรก็ตาม สนามการเมืองไทยกำลังเข้าสู่ยุคการเมือง 3 เส้า “น้ำเงิน-แดง-ส้ม” จึงต้องติดตามกันยาวๆ ว่าขั้วสีน้ำเงินจะผนึกกำลังกันเหนียวแน่นแค่ไหน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในศึกเลือกตั้งใหญ่ครั้งหน้า เพราะอย่าลืมว่า “บ้านใหญ่” หลายแห่งในใต้ร่มพรรคภูมิใจไทย ก็เคยแพ้พ่ายหรือบาดเจ็บหนักเพราะทัพด้อมส้มในการเลือกตั้งทั่วไปเมื่อ 2 ปีที่แล้ว

ดังนั้น แม้นาทีนี้พรรคภูมิใจไทยจะได้ครองบัลลังก์บนตึกไทยคู่ฟ้า และยังทรงอิทธิพลเหนือใครในสนามการเมือง แต่คงต้องจับตาดูกันต่อไปว่าจะครองความยิ่งใหญ่ได้จนสุดทาง หรือจะเกิดเหตุให้ต้องเผชิญนิติสงครามในอนาคต.