ในการเจรจาสนธิสัญญาที่นำโดยสหประชา ชาติ (ยูเอ็น) ณ เมืองเจนีวา ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ รัฐบาลโซลถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนัก จากการต่อต้านมาตรการที่เข้มงวดยิ่งขึ้น เพื่อควบคุมมลพิษพลาสติก แม้ประธานาธิบดีอี แจ-มยอง ผู้นำเกาหลีใต้ ให้คำมั่นเพียงไม่กี่สัปดาห์ก่อนหน้านี้ว่า จะนำเสนอแผนงานระดับชาติเพื่อยุติการใช้พลาสติกภายในปี 2568
แทนที่จะสนับสนุนข้อเสนอจากประเทศต่าง ๆ ซึ่งเร่งให้มีพันธกรณีที่บังคับใช้ได้ เกาหลีใต้กลับเห็นด้วยกับคณะผู้แทนที่ผลักดันถ้อยคำนุ่มนวลกว่า โดยให้เหตุผลว่า ประเทศพยายาม “ทำลายทางตัน”
การเจรจาล้มเหลวเมื่อวันที่ 15 ส.ค. ที่ผ่านมา โดยไม่มีข้อตกลงใด ๆ ส่งผลให้จุดยืนของเกาหลีใต้ถูกเปิดเผยว่า “ระมัดระวังมากกว่าวาทกรรมที่กล่าวไว้”
ภายในประเทศ ช่องว่างระหว่างความทะเยอทะยานกับนโยบาย ก็มีความชัดเจนเช่นกัน โดยเมื่อไม่กี่ปีที่ผ่านมา รัฐบาลโซลออกกฎระเบียบที่ครอบคลุม เพื่อลดพลาสติกแบบใช้ครั้งเดียวทิ้ง รวมถึงการแบนแก้วและหลอดแบบใช้แล้วทิ้ง และดำเนินโครงการเงินมัดจำสำหรับภาชนะใส่อาหารกลับบ้าน

ทว่าความพยายามข้างต้นประสบความล้มเหลว ภายใต้การต่อต้านและการกลับลำของอุตสาหกรรม ซึ่งทำให้มาตรการหลายอย่างถูกผ่อนปรน หรือนำเสนอใหม่ในรูปแบบ “โครงการสมัครใจ” โดยมีเพียงธุรกิจและเทศบาลที่เต็มใจเข้าร่วมเท่านั้น
สำหรับนักวิจารณ์ รูปแบบดังกล่าวทำให้เกิดคำถามที่ตรงประเด็นว่า เหตุใดเกาหลีใต้ ซึ่งเป็นประเทศที่ต้องการทำให้ตนเองเป็นผู้นำด้านสภาพอากาศ จึงประสบความลำบากในการเปลี่ยนคำมั่นสัญญาปลอดพลาสติก ให้กลายเป็นการกระทำที่มีความหมาย
อนึ่ง ความลังเลของเกาหลีใต้ในการดำเนินนโยบายพลาสติกเป็นศูนย์อย่างเต็มรูปแบบ เริ่มต้นจากโครงสร้างทางเศรษฐกิจของประเทศ เนื่องจากเกาหลีใต้เป็นที่ตั้งของผู้ผลิตปิโตรเคมีรายใหญ่ที่สุดของโลกหลายราย ซึ่งความพยายามใด ๆ ที่จะควบคุมการผลิตพลาสติก หรือการแบนผลิตภัณฑ์แบบใช้ครั้งเดียวอย่างเข้มงวด จะส่งผลกระทบต่อบริษัทเหล่านี้ ทั้งความสามารถในการแข่งขันด้านการส่งออก และตำแหน่งงานภายในประเทศ
“ยักษ์ใหญ่ทางอุตสาหกรรมเหล่านี้ยังมีอิทธิพลทางการเมืองมหาศาล ซึ่งในฐานะเสาหลักของเศรษฐกิจเกาหลีใต้ อิทธิพลของพวกเขาแผ่ขยายอย่างลึกซึ้งในแวดวงการกำหนดนโยบาย ส่งผลให้นักการเมืองลังเลที่จะกำหนดกฎระเบียบบางประการ ที่อาจกระทบต่อผลกำไรหรือการส่งออก” ศาสตราจารย์จอง ซู–จง จากภาควิชาการการจัดการสิ่งแวดล้อม ของมหาวิทยาลัยแห่งชาติโซล กล่าว
ศาสตราจารย์จอง ระบุเพิ่มเติมว่า รัฐบาลโซลดูเหมือนจะมีความระมัดระวัง ในการกำหนดเพดานการผลิตพลาสติกอย่างเข้มงวด เพราะนอกจากเกาหลีใต้เป็นผู้บริโภคผลิตภัณฑ์แบบใช้ครั้งเดียวทิ้งรายใหญ่แล้ว อุตสาหกรรมปิโตรเคมีของประเทศยังสร้างรายได้มหาศาลจากการค้าด้วย
“นั่นคือเหตุผลที่เกาหลีใต้วางตัวเป็นกลาง ในเรื่องจุดยืนทางการทูตต่อการผลิตพลาสติก แต่ในทางกลับกัน เกาหลีใต้ก็ไม่มีจุดยืนที่ชัดเจน ในเรื่องการกำหนดเพดานที่มีผลผูกพันต่อมลพิษจากพลาสติก ซึ่งหากเกาหลีใต้ยังคงลังเลต่อไป ประเทศจะสูญเสียอิทธิพลเหนือสนธิสัญญาระหว่างประเทศ และทำได้แค่ตอบสนองต่อข้อเสนอของผู้อื่น แทนที่จะกำหนดผลลัพธ์ที่รักษาสมดุลระหว่างความต้องการด้านสิ่งแวดล้อมและอุตสาหกรรม” ศาสตราจารย์จอง กล่าวทิ้งท้าย.



