รูเบน อโมริม กุนซือจอมปรัชญา ยังไม่มีทีท่าว่า จะเข็น แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด กลับมาสู่เส้นทางแห่งความสำเร็จ หลังพา “ผีแดง” บุกไปแพ้ แมนเชสเตอร์ ซิตี อริร่วมเมือง แบบไร้ทางสู้ 0-3 ในศึกพรีเมียร์ลีก เมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมา

ความปราชัยต่อ “เรือใบสีฟ้า” ดังกล่าวทำให้ อโมริม พา แมนฯ ยูไนเต็ด ออกสตาร์ตได้ย่ำแย่ที่สุดนับตั้งแต่ปี 1992 เป็นต้นมา และทำให้เขากลายเป็นผู้จัดการทีมที่มีเปอร์เซ็นต์ในการพา อสูรแดง คว้าชัยได้ต่ำเตี่ยเรี่ยดินที่สุดนับตั้งแต่หลังสงครามโลกครั้งที่ 2 เป็นต้นมาที่ 36.2 เปอร์เซ็นต์เท่านั้น

แน่นอนว่า ผลงานห่วยขนาดนี้ “อินีออส” ซึ่งเป็นผู้รับผิดชอบงานด้านฟุตบอลของ แมนฯ ยูไนเต็ด ก็ย่อมต้องคิดถึงการปลด อโมริม ออกจากตำแหน่งเช่นกัน ถึงแม้ข้อความที่ถูกส่งออกมาผ่านสื่อต่าง ๆ นั้น จะปรากฏออกมาว่า พวกเขายังพร้อมหนุนหลัง กุนซือวัย 40 ปี ก็ตาม

ขณะเดียวกัน “เดลี เมล์” สื่อเมืองผู้ดี รายงานว่า เหตุผลสำคัญอย่างหนึ่งที่ทำให้ อินีออส ยังไม่กดปุ่มเด้ง อโมริม แม้เจ้าตัวจะพาทีมทำผลงานย่ำแย่ระดับทีมหนีตกชั้นหลังเก็บได้แค่ 31 คะแนนจากการลงเล่น 31 นัดในลีก ก็คือค่าชดเชยจำนวนมหาศาล

“เดลี เมล์” เผยว่า หาก แมนฯ ยูไนเต็ด สั่งปลด อโมริม ก่อนวันที่ 1 พ.ย. หรือ ก่อนครบ 1 ปี ในสัญญาที่เจ้าตัวเซ็นเอาไว้ 2 ปีครึ่งนับตั้งแต่ย้ายมาจาก สปอร์ติง ลิสบอน เมื่อวันที่ 1 พ.ย.ปี 2024 นั้น พวกเขาจะต้องจ่ายค่าชดเชยสูงถึง 12 ล้านปอนด์ หรือ ประมาณ 528 ล้านบาท โดยยังไม่รวมเงินค่าชดเชยที่ต้องจ่ายให้ทีมงานของพี่เจ๋งที่ต้องโดนโละออกไปทั้งกระบิด้วย

อย่างไรก็ตาม แม้จะยังกัดฟันไม่สั่งเด้ง อโมริม ในตอนนี้ แต่เมื่อกวาดตาดูโปรแกรมของ แมนฯ ยูไนเต็ด ในอีก 5 เกมข้างหน้าที่จะต้องพบกับ เชลซี (เหย้า), เบรนท์ฟอร์ด (เยือน), ซันเดอร์แลนด์ (เหย้า), ลิเวอร์พูล (เยือน) และ ไบรท์ตัน (เหย้า) แล้ว มันก็มีโอกาสไม่น้อยที่ เซอร์ จิม แรตคลิฟฟ์ และชาวคณะ อาจจะจำเป็นต้องตัดสินใจลงมือทำอะไรสักอย่าง โดยเฉพาะหาก รูริม ยังยึดมั่นถือมั่นในระบบ 3-4-2-1 ที่เห็นได้ชัดว่า ไม่เข้ากับคุณสมบัติของนักเตะที่ เรด เดวิลส์ มีอยู่ในมืออย่างแรง.

ภาพ AFP