ผลงาน “Whirling Wave Pagoda หรือเจดีย์เกลียวคลื่น” จากมหาวิทยาลัยรามคำแหง ชนะเลิศ ในโครงการ ARTIFICIAL REEFS HACKATHON 2025 ดดเด่นด้วยการออกแบบที่ผสานความเข้าใจเชิงลึกเกี่ยวกับพฤติกรรมการยึดเกาะของตัวอ่อนปะการัง ระบบนิเวศชายฝั่งทะเล และสภาพแวดล้อมใต้น้ำ ชูจุดแข็งของเทคโนโลยี 3D Printing จาก SCG ที่มีการขึ้นรูปเป็นชั้น ๆ ทรงเกลียวโค้ง ช่วยบังคับทิศทางของกระแสน้ำใต้ทะเล ช่วยให้ตัวอ่อนปะการังได้ลงเกาะง่ายขึ้น มีพื้นที่ผิวสัมผัสมากและมีช่องหรือรูลดการต้านทานกระแสน้ำ ป้องกันการสะสมของตะกอนและส่งเสริมการแลกเปลี่ยนสารอาหาร ตลอดจนเสนอไอเดียนำเปลือกหอยเหลือทิ้งจากชาวประมง มาบดละเอียดผสมกับปูนมอร์ตาร์นำมาขึ้นรูป ที่จะช่วยเพิ่มสารเหนี่ยวนำการลงเกาะของตัวอ่อนปะการัง

กรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง ร่วม SCG 3D Printing ต่อยอดไอเดีย โครงการ ARTIFICIAL REEFS HACKATHON 2025 นำร่องผลิตฐานลงเกาะตัวอ่อนปะการัง

ดร.ปิ่นสักก์ สุรัสวดี อธิบดีกรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง (ทช.) กล่าวว่า กรมฯเตรียมจัดวาง “เจดีย์เกลียวคลื่น” ในช่วงต้นปี 2569 เพื่อเป็นต้นแบบวัสดุฐานลงเกาะตัวอ่อนปะการัง ในพื้นที่ 7 จังหวัด ครอบคลุมพื้นที่ 14 ไร่ พร้อมร่วมมือกับนักวิชาการจาก ทช. ในการศึกษาวิจัย ติดตามประสิทธิภาพของการลงเกาะและการเจริญเติบโตของตัวอ่อนปะการัง ความหลากหลายของจำนวนและชนิดของปะการัง และสิ่งมีชีวิตใต้ท้องทะเลต่อไป หากผลการศึกษาเป็นไปตามเป้าหมายจะมีการขยายผล ไปยังพื้นที่อื่น ๆ พร้อมสร้างเครือข่ายท่องเที่ยวเชิงนิเวศที่เชื่อมโยงกับพื้นที่และแผนงานการอนุรักษ์ฟื้นฟูฯ

สำหรับแผนระยะยาวนั้น จะนำเสนอตัวอย่างผลงานและผลการดำเนินงาน สำหรับเป็นแนวทางไปยังประเทศต่าง ๆ ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ที่ประสบปัญหาเช่นเดียวกัน เพื่อเป็นองค์ความรู้และต่อยอดจากแผนงานของไทยในการอนุรักษ์ทรัพยากรทางทะเล

โครงการ ARTIFICIAL REEFS HACKATHON 2025 เป็นตัวอย่างที่ดีของการมีส่วนร่วมจากสถาบันการศึกษาที่มีองค์ความรู้เกี่ยวกับทรัพยากรทางทะเล เพื่อร่วมพัฒนานวัตกรรมกับแนวทางการอนุรักษ์ทรัพยากรทะเลของชาติ ในขณะที่ไทยกำลังเผชิญวิกฤติการฟอกขาวสูงถึง 60-80% และการเสื่อมโทรมของทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง ทั้งฝั่งอันดามันและอ่าวไทย ความคิดสร้างสรรค์ของคนรุ่นใหม่ร่วมกับเทคโนโลยีที่ทันสมัย จะเข้ามาช่วยเร่งการฟื้นฟูระบบนิเวศทางทะเลให้กลับมาอุดมสมบูรณ์และยั่งยืนในอนาคต

ดร.ปิ่นสักก์ กล่าวเพิ่มเติมว่า สิ่งที่ทำให้โครงการนี้แตกต่าง คือ การมองไปข้างหน้าอย่างมีกลยุทธ์ ทช.ไม่ได้มองแค่การแก้ปัญหาเฉพาะหน้า แต่กำลังสร้างระบบการอนุรักษ์ทรัพยากรทางทะเลที่ปรับตัวได้ตามการเปลี่ยนแปลงของสภาพระบบนิเวศทางทะเลซึ่งไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะเรากำลังสู้กับการปรับตัวของธรรมชาติและการเสื่อมโทรมของทรัพยากรทางทะเลอย่างต่อเนื่อง หากไม่เร่งดำเนินการตอนนี้ อนาคตอาจไม่ได้เห็นความสวยงามของแนวปะการังไทย ที่จะส่งผลกระทบเป็นลูกโซ่ต่อระบบนิเวศทางทะเลของชาติ ทั้งนี้การนำเอาเทคโนโลยีต่าง ๆ เช่น 3D Printing มาร่วมออกแบบ พัฒนาโครงสร้างฐานลงเกาะตัวอ่อนปะการังนี้ สามารถปรับได้ในหลายมิติ และปรับรูปแบบให้เหมาะสมกับสภาพระบบนิเวศในแต่ละพื้นที่ เช่น ความลึก ความแรงและทิศทางของกระแสน้ำ การจมตัวของชิ้นงาน อุณหภูมิ ซึ่งสามารถต่อยอด พัฒนากับเทคโนโลยีต่าง ๆ ที่จะมีในอนาคต ที่จะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการลงเกาะของตัวอ่อนปะการัง รวมทั้งการติดตามวัดผลได้อย่างต่อเนื่อง เพื่อคืนความสมบูรณ์ของทรัพยากรทางทะเลได้อย่างยั่งยืน

นายเฉลิมวุฒิ สงวนญาติ ผู้อำนวยการแผนกเทคโนโลยีคอนกรีตและการก่อสร้าง หน่วยงานนวัตกรรมและเทคโนโลยี ธุรกิจ SCG Cement and Green Solutions กล่าวว่า ผลงานจากโครงการ ARTIFICIAL REEFS HACKATHON 2025 แสดงให้เห็นถึงเทคโนโลยี 3D Printing ของ SCG ที่สามารถนำมาผนวกกับองค์ความรู้ด้านวิทยาศาสตร์ทางทะเล มีส่วนร่วมอนุรักษ์และฟื้นฟูทรัพยากรทางทะเลกับทางทช. ได้เป็นอย่างดี จะทำให้แผนงานการพัฒนาวัสดุฐานลงเกาะตัวอ่อนปะการัง ดำเนินการได้อย่างมีประสิทธิภาพ รวดเร็ว แม่นยำ มากขึ้น อีกทั้งไม่ก่อให้เกิดมลภาวะในระยะยาว แสดงให้เห็นความเหมาะสมของเทคโนโลยี 3D Printing ของ SCG ในวันนี้ที่จะเข้ามาช่วย ‘ฟื้นฟู’ ทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่งของประเทศ อันสอดคล้องกับแนวทางการดำเนินธุรกิจของ “SCG – Inclusive Green Growth”

/–/