เมื่อวันที่ 18 ก.ย. ที่รัฐสภา พรรคกล้าธรรม นำโดยนายสะถิระ เผือกประพันธุ์ สส.ชลบุรี, นายปกรณ์ จีนาคำ สส.แม่ฮ่องสอน, นายก้องเกียรติ เกตุสมบัติ สส.นครศรีธรรมราช, นายเชาวฤทธิ์ ขจรพงศ์กีรติ สส.บัญชีรายชื่อ พร้อมด้วยนายไชยามพวาน มั่นเพียรจิตต์ สส.กทม.พรรคไทยก้าวหน้า ร่วมแถลงถึงร่างพระราชบัญญัติส่งเสริมและคุ้มครองแรงงานอิสระ
นายสะถิระ กล่าวว่า แรงงานอิสระเป็นกลุ่มสำคัญที่ช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทย สร้างเม็ดเงินหมุนเวียนกว่า 2.2 ล้านล้านบาทต่อปี แต่ที่ผ่านมากลับไม่ได้รับการคุ้มครองอย่างเป็นธรรมและขาดมาตรการดูแลอย่างจริงจังจากภาครัฐ ซึ่งอาชีพอิสระมีความหลากหลาย ตั้งแต่พ่อค้าแม่ค้าตลาดนัด พ่อค้าแม่ค้าออนไลน์ ช่างตัดผม ช่างทำผม ช่างซ่อม ช่างไฟฟ้า ศิลปิน ดีเจ ยูทูบเบอร์ คอนเทนต์ครีเอเตอร์ ไปจนถึงแรงงานแพลตฟอร์มอย่างไรเดอร์และผู้ขับรถรับส่ง เป็นต้น ดังนั้น พรรคกล้าธรรม จะเสนอร่างกฎหมายฉบับนี้เข้าที่ประชุมสภา พิจารณา เพื่อปกป้องสิทธิและศักดิ์ศรีของแรงงานอิสระ โดยหลักจะจัดตั้งกองทุนแรงงานอิสระเพื่อสนับสนุนการพัฒนาทักษะอาชีพ เปิดโอกาสให้กู้ยืมเพื่อสร้างความก้าวหน้าในอาชีพ และยังให้สิทธิเข้าร่วมประกันสังคม พร้อมทั้งวางระบบค่าแรงขั้นต่ำคิดเป็นรายชั่วโมงเพื่อสร้างความเป็นธรรมในการทำงาน เปิดโอกาสให้รวมตัวเป็นสหภาพแรงงานหรือสภาองค์กรอาชีพอิสระ เพื่อเป็นตัวแทนเจรจาและคุ้มครองผลประโยชน์ร่วมกัน
ด้านนายไชยามพวาน กล่าวว่า กฎหมายฉบับนี้จะสร้างความมั่นคงและความเป็นธรรมแก่แรงงานอิสระทุกสาขา เช่น กลุ่มไรเดอร์และผู้ขับขี่ส่งอาหาร เผชิญปัญหาหนัก ทั้ง อุบัติเหตุไร้หลักประกัน รายได้ไม่เป็นธรรม และถูกแพลตฟอร์มเอาเปรียบ เช่น การปิดบัญชีโดยไม่เป็นธรรมโดยไม่มีช่องทางอุทธรณ์ ทำให้ขาดทั้งความมั่นคงและความเป็นธรรมในการทำงาน ดังนั้น กฎหมายนี้จะทำให้แรงงานอิสระเข้าถึงสิทธิขั้นพื้นฐาน ทั้งสวัสดิการ การป้องกันการเอาเปรียบ และรายได้ที่เป็นธรรม จึงขอชวนทุกพรรคการเมืองร่วมผลักดัน เพื่อให้คณะรัฐมนตรีชุดปัจจุบันนำเข้าสู่สภาภายใน 4 เดือน ก่อนหมดวาระ
“วันนี้มีแรงงานอิสระกว่า 20 ล้านคนทั่วประเทศ หากเกิดอุบัติเหตุหรือเจ็บป่วยก็ไม่มีอะไรคุ้มครอง รายได้ต่อรอบสุทธิไม่ถึง 30 บาท บางครั้งต้องทำงานกลางแดดกลางฝน รายได้ไม่สอดคล้องกับความเป็นจริง นี่คือเหตุผลว่าทำไม พ.ร.บ.แรงงานอิสระ จึงสำคัญอย่างยิ่ง โดยร่างกฎหมายดังกล่าวจะเปิดโอกาสให้แรงงานอิสระ จัดตั้งองค์กรเพื่อสะท้อนปัญหาและเรียกร้องสิทธิได้โดยตรง ถือเป็นการคืนอำนาจให้ประชาชนในรูปแบบจากล่างขึ้นบน ซึ่งต่างจากระบบเดิมที่แรงงานไม่มีสิทธิรวมตัวอย่างแท้จริง” นายไชยามพวาน กล่าว.



