เมื่อวันที่ 18 ก.ย. นายปิยะพงษ์ ประพันธ์วัฒนะ ผู้อำนวยการสำนักจัดการทรัพยากรป่าไม้ ที่ 1 (เชียงใหม่) กล่าวว่า การขออนุญาตของหน่วยงานที่ใช้พื้นที่ป่า ซึ่งไม่ได้ขออนุญาติ จากเดิมมีมติ ครม. 23 มิ.ย. 63 ได้เปิดให้หน่วยงาน องค์กรต่างๆ ที่ได้เข้าไปใช้ประโยชน์ในพื้นที่ป่าสงวนแห่งชาติ โดยที่ไม่ได้รับอนุญาตมาก่อน หน่วยงานต่างๆ ต้องขออนุญาตตามมติ ครม. ดังกล่าว ภายใน 180 วัน หลังจากครบกำหนดแล้วก็พบว่ายังมีการยื่นขออนุญาตเรื่องการตกค้างอยู่ จึงมีมติ ครม. อีกครั้งหนึ่ง เมื่อวันที่ 11 พ.ค. 2564 ก็ให้หน่วยงานต่างๆ ที่ยื่นไม่ทันตามมติ ครม. 23 มิ.ย. 63 ให้มายื่นใหม่ ซึ่งได้สิ้นสุดวันที่ 7 กันยายน 2564 โดยมีการยื่นคำขอมารวมกันทั้งในพื้นที่จังหวัดเชียงใหม่ และจังหวัดลำพูน รวมทั้งหมด 9,725 คำขอ แบ่งเป็นจังหวัดเชียงใหม่ จำนวน 8,396 คำขอ อยู่ในพื้นที่ป่าสงวนแห่งชาติ 8,060 คำขอ , คำขอตาม พรบ.ป่าไม้ พ.ศ. 2484 จำนวน 336 คำขอ และจังหวัดลำพูน มีทั้งสิ้น 1,329 คำขอ อยู่ในพื้นที่ป่าสงวนแห่งชาติ 990 คำขอ และตาม พรบ.ป่าไม้ พ.ศ. 2484 จำนวน 339 คำขอ ภายหลังจากการได้รับคำขอแล้ว ก็มีการตรวจสอบเอกสารดังกล่าว รวมทั้งการตรวจสอบสภาพป่า เพื่อรายงานกรมฯ ซึ่งในจำนวนนี้ ได้ผ่านการพิจารณาตามพื้นที่ป่าสงวนแห่งชาติ จำนวน 744 คำขอ ตาม พรบ.ป่าไม้ 2484 จำนวน 14 คำขอ ซึ่งได้ออกใบอนุญาตของเขตพื้นที่ป่าสงวนแห่งชาติแล้ว จำนวน 146 คำขอ และตาม พรบ.ป่าไม้ 2484 จำนวน 29 คำขอ ส่วนที่เหลืออยู่แม้จะผ่านการพิจารณาแล้วแต่ยังไม่ได้ออกใบอนุญาต เนื่องจากว่าจะต้องจัดทำข้อมูล จัดทำแผนที่ที่ได้รับอนุญาตให้ถูกต้องชัดเจน คาดว่าภายใน 1 – 2 เดือนนี้ก็จะออกใบอนุญาตให้ได้ครบ

จะเห็นว่า ทำไมมีคำขอตั้ง 9,725 คำขอ แต่เหลือไม่ถึงหลักพันที่ผ่านการพิจารณาและการออกใบอนุญาต เนื่องจากปัญหาส่วนใหญ่อยู่ระหว่างการรวบรวมพิจารณา และส่งให้กรมป่าไม้พิจารณา ส่งต่อเข้าสู่คณะกรรมการระดับกรมฯ และระดับกระทรวงฯ และอีกส่วนเกิดมาจากข้อที่ผิดพลาดเองของผู้ขออนุญาต หลังจากยื่นคำขอมาก็ไม่ได้มีการติดตาม ไม่มีการส่งเอกสารเข้ามาให้ครบถ้วน ทำให้ไม่สามารถส่งให้กรมป่าไม้ พิจารณาได้

หลังจากมติ ครม. 23 มิ.ย. 2563 และ 11 พ.ค. 2564 แล้ว ยังพบว่ามีหน่วยงานที่ได้ร้องขอเข้ามาอีกว่า เดิมทียังมีหน่วยงานที่เข้าใจคาดเคลื่อน ยังรวบรวมเอกสาร ทำให้ส่งเอกสารคำขอไม่ทัน ในแต่ละจังหวัดก็มีการรวบรวมคำขอแล้วส่งให้กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม แล้วพบว่ามีจำนวนมากพอสมควร จึงได้ประมวลเรื่องต่างๆ นำเสนอ ครม. เพื่อเห็นชอบในการเปิดขยายระยะเวลา ให้ดำเนินการส่งเรื่องที่ตกค้างทั้งหลายเข้ามาอีกครั้งหนึ่ง ซึ่งเข้ามติ ครม. 25 ก.พ. 2568 โดยท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ดร.เฉลิมชัย ศรีอ่อน นำเข้าสู่ที่ประชุม ครม. และมีมติเห็นชอบโดยให้หน่วยงาน และองค์กรของรัฐ เดิมที่ได้ดำเนินการ ใช้ประโยชน์จากพื้นที่ป่าสงวนแห่งชาติ หรือเขตป่าไม้ทุกหน่วยงาน ที่ตกหล่นและส่งคำขอเข้ามาไม่ทัน ก็ได้กำหนดให้ยื่นคำขอตั้งแต่วันที่ 25 ก.พ. – 24 ส.ค. 2568 แต่เนื่องจากตรงวันหยุด จึงปรับให้เป็นวันที่ 25 ส.ค. 2568 ระยะเวลารวม 180 วัน ตอนแรกคิดว่าคำขอตกหล่นจะไม่เยอะเท่าไหร่ แต่ผลสรุปว่าเข้ามามากกว่าที่คาดไว้ มีจำนวนถึง 5,025 คำขอ และได้สรุปคำขอทั้งหมดนำเรียนกรมป่าไม้ เรียบร้อยแล้ว แยกเป็นจังหวัดเชียงใหม่ จำนวน 3,255 คำขอ อยู่ในพื้นที่ป่าสงวนแห่งชาติ จำนวน 2,409 คำขอ และตาม พรบ.ป่าไม้ พ.ศ. 2484 จำนวน 808 คำขอ จังหวัดลำพูน จำนวน 1,770 คำขอ อยู่ในพื้นที่ป่าสงวนแห่งชาติ จำนวน 558 คำขอ และตาม พรบ.ป่าไม้ พ.ศ. 2484 จำนวน 1,210 คำขอ จากนี้ก็จะทำการตรวจสอบว่าคำขอต่างๆ เอกสารครบถ้วนแล้วหรือยัง

จากมติ ครม. ทั้งหมด 3 ครั้ง พบว่า การขออนุญาตในการใช้พื้นที่ป่าของจังหวัดเชียงใหม่ พุ่งสูงเป็นอันดับ 1 ของประเทศ จากเดิมที่มติ ครม. 2 ครั้งแรก จังหวัดเชียงใหม่ มีคำขอ 9,725 เรื่อง ซึ่งน้อยกว่าจังหวัดแม่ฮ่องสอน จึงอยู่ที่อันดับ 2 แต่หลังจาก มติ ครม. ครั้งที่ 3 ทำให้จังหวัดเชียงใหม่ แซงจังหวัดแม่ฮ่องสอน เพราะมีคำเข้ามามากเกินกว่าที่คาดไว้

ข้อดีของ มติ ครม. 25 ก.พ. 68 นี้ ต่างจากมติ 2 ครั้งแรกคือ มติ 23 มิ.ย. 2563 และ 1 พ.ค. 2564 ที่หากยื่นเอกสารมาครบถ้วนและผ่านการพิจารณาแล้ว ถึงจะออกใบอนุญาต เมื่อได้ใบอนุญาตเสร็จก็สามารถนำงบประมาณลงไปซ่อมแซม ปรับปรุงตามโครงการต่างๆ ในพื้นที่ดังกล่าวได้ แต่มติ ครม. 25 ก.พ. 68 สามารถช่วยเหลือ ผ่อนปรนในกรณีดังกล่าวได้ หากหน่วยงานต่างๆ ยื่นคำขอเข้ามาและเอกสารต่างๆ ตามแบบ และมีการรับรองตนเองครบถ้วน ซึ่งเจ้าหน้าที่ก็จะทำการตรวจสอบ เมื่อผ่านการพิจารณาแล้ว หน่วยงานที่ขออนุญาตสามารถดำเนินการเอางบประมาณลงไปปรับปรุง ซ่อมแซม แก้ไขในพื้นที่ได้ทันที โดยไม่ต้องรอใบอนุญาต

จึงขอประชาสัมพันธ์ว่า หน่วยงานที่ยื่นคำขอไว้แล้ว จำนวน 5,025 คำขอ และมีผลย้อนหลังไปถึง 9,000 กว่าเรื่องจากมติ ครม. ทั้ง 2 ครั้ง ที่ผ่านมา เร่งให้ส่งเอกสารให้ครบถ้วนตามแบบรับรองตนเอง ซึ่งหน่วยงานที่ยื่นขอมาเยอะที่ส่วนใหญ่เป็นหน่วยงานในสังกัดกระทรวงมหาดไทย องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น โดยคำขอเป็นเรื่องสาธารณูปโภค ถนน เสาไฟฟ้า มีมากสุด และจากมติ 2 ครั้งแรกก็ยังมีวัด และที่พักสงฆ์ ที่ยื่นเข้ามาเฉพาะจังหวัดเชียงใหม่ ประมาณ 800 คำขอ ซึ่งการส่งเอกสารโดยหลักการแล้วจะต้องส่งมาพร้อมกับคำขอ แต่ความจริงก็เข้าใจว่า ค่อนข้างจะยุ่งยากเพราะบางหน่วยงานอาจจะขาดนายช่างที่มีความชำนาญทางด้านเทคนิค เรื่องการจัดทำแผนที่ การตรวจวัด ต้องไปขอความร่วมมือจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง จึงมีการอนุโลมให้ด้วยการส่งคำขอเข้ามาก่อนและส่งเอกสารเข้ามาเพิ่มเติมทีหลัง แต่ก็มีกรอบระยะเวลาไว้ ให้ไม่เกิน 30 วัน นับจากวันที่ 25 ส.ค. 68 หากเอกสารครบถ้วน ผ่านการพิจารณาก็สามารถนำงบประมาณลงไปในโครงการของพื้นที่นั้นได้เลย แต่หากดำเนินการไม่ทัน คนที่เสียผลประโยชน์มากที่สุดก็จะเป็นประชาชนในพื้นที่ เพราะจะไม่มีการพัฒนาต่างๆ เกิดขึ้น หรือมีการปรับปรุงให้ดีขึ้นได้