เมื่อวันที่ 19 ก.ย. นายยุทธิยง ลิ้มเลิศวาที อดีตแนวร่วมแกนนำพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย เดินทางมาฟังคำพิพากษาศาลฎีกากรณีกลุ่มผู้ชุมนุม แกนนำพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย (พธม.) ยกพวกปิดสถานีโทรทัศน์ NBT ในปี 2551 โดยเปิดเผยก่อนเข้าฟังคำพิพากษาของศาลว่า วันนี้เตรียมใจรับทุกสภาพการณ์ เพราะระยะเวลาก็ยาวนานมาพอสมควร ก็ตั้งใจอยู่ที่คำพิพากษา ชีวิตก็เป็นแบบนี้ ที่ผ่านมาได้เขียนเหมือนข้อต่อสู้ทั่วไป ยืนยันข้อเท็จจริงเท่าที่มีทั้งหมด เอาความสัตย์จริงของชีวิตและหลักฐานต่างๆ นำเสนอต่อกระบวนการที่มีอยู่ “คิดว่ามันเป็นเงื่อนไขของกาลเวลา”

เมื่อถามว่ามีข้อเท็จจริงอะไรบ้างที่เปิดเผยได้ นายยุทธิยง กล่าวว่า เรามีเจตนาที่ไม่เป็นความจริง ตามที่เขากล่าวหา คิดว่ามันเป็นเงื่อนไขของกาลเวลาทางการเมือง มีผู้คนจำนวนมากมากันเป็นหมื่นเป็นแสน และคิดหลากหลายไม่เหมือนกัน ในฐานะที่ไม่ใช่แกนนำแต่เป็นที่รู้จักของผู้คน เมื่อต้องทำหน้าที่ในการสื่อสาร ก็สื่อสารให้ทุกอย่างอยู่ในครรลองของกฎหมาย สื่อสารให้พลเมืองของคนในชาติทำในสิ่งที่เป็นประโยชน์ต่อบ้านเมือง สื่อสารสิ่งเหล่านี้ไป และเป็นบทบาทของเรา ในสำนึกของเรา การที่อยู่ในบทบาทนี้ ก็จะเห็นผู้คนว่าการสื่อสารเป็นสิ่งสำคัญในการชุมนุมที่มีคนจำนวนมากอย่างที่เล่าให้ฟัง ฉะนั้นเป็นหน้าที่ของความรับผิดชอบที่จะต้องสื่อสารให้ดีที่สุด ให้เกิดประโยชน์ที่สุด ให้เป็นกุศลต่อบ้านเมืองมากที่สุด ในทุกสถานการณ์ นี่เป็นสำนึกที่พวกเราเป็นและถูกหล่อหลอมมาด้วยชีวิต

เมื่อถามว่าผลการตัดสินในวันนี้จะสะท้อนภาพของการต่อสู้ทางการเมืองอย่างไรบ้าง นายยุทธิยง กล่าวว่า ขอไม่ตอบในประเด็นนี้ ตนไม่ค่อยเก่งทางการเมือง เก่งแค่ข่าวชาวบ้าน ถ้าเรื่องชาวบ้านตอบได้ เรื่องการเมืองไม่อยากตอบ แต่ได้เห็นว่าบ้านเมืองมีพัฒนาการแบบนี้ และเห็นอำนาจของการเมือง ทุกคนก็รู้ว่ากระบวนการได้มาซึ่งอำนาจเป็นอย่างไรกันบ้าง

เมื่อถามว่าการพิพากษาวันนี้ จะมีผลให้มวลชนออกมาเคลื่อนไหวหรือไม่ นายยุทธิยง กล่าวว่า เวลาเปลี่ยนไปแล้ว กาลเวลาเปลี่ยนไปแล้ว มวลชนต่างมีความสุขุมขึ้น มีความลึกซึ้งและเข้าใจขึ้น คงไม่มีผล แต่อาจรู้สึกผูกพันกันเป็นธรรมดา ในแง่ของการเคลื่อนไหว มวลชนต่างๆ ควรคิดว่าบริบทของสังคมเปลี่ยนไป สังคมไทยขณะนี้เข้าสู่คุณภาพที่สูงขึ้น สิ่งหนึ่งก็คือเห็นความรักบ้านรักเมืองมากขึ้น จากสถานการณ์ของสงครามที่เกิดขึ้นในปัจจุบัน สำนึกของคนไปอยู่ตรงนั้นมากกว่า

เมื่อถามว่าคาดหวังกับผลคำพิพากษาอย่างไรบ้างในวันนี้ นายยุทธิยง กล่าวว่า ต้องนึกถึงสิ่งที่ดีที่สุด ก็อยากกลับบ้านไปอยู่กับลูก ได้ทำกิจกรรมในชีวิตที่ควรจะได้ทำ เป็นธรรมดาของชีวิต บ้านคือที่ที่อบอุ่นที่สุด ถ้าได้กลับบ้านก็จะกลับไปทำงาน ได้กลับไปจัดรายการ คือที่ที่เราสะดวก

เมื่อถามว่าในคำฟ้องระบุว่าเราเป็นหนึ่งในผู้สั่งการให้บุกรุกสถานีในตอนนั้นจะโต้แย้งอย่างไร นายยุทธิยง มองว่า เป็นไปได้ครับ ผมคิดว่าคงไม่ใช่ เป็นธรรมดาที่คำฟ้องจะเขียนแบบนั้น ส่วนใหญ่เราก็จะต่อสู้ในกระบวนการยุติธรรม

เมื่อถามต่อว่าจากพยานหลักฐานที่ผ่านมา เชื่อมั่นหรือไม่ว่าจะสามารถหักล้างข้อกล่าวหาได้ นายยุทธิยง กล่าวว่า น่าจะได้ เพราะเราก็ทำเต็มที่ เสนอข้อเท็จจริงเต็มที่ในการต่อสู้ในกระบวนการยุติธรรม