เมื่อวันที่ 23 มิ.ย. 69 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า กลายเป็นเรื่องฮือฮาและถือเป็นนิมิตหมายใหม่ทางโบราณคดีครั้งสำคัญของ จ.สกลนคร หลังจากที่มีคำเล่าขานสืบต่อกันมาจากคนเฒ่าคนแก่ในพื้นที่ ว่ามีเกาะร้างแห่งหนึ่งกลางทะเลสาบหนองหาร ที่ซ่อนเร้นร่องรอยของปราสาทโบราณอายุนับพันปีเอาไว้ ล่าสุดมีการตั้งคณะสำรวจและเดินทางไปพิสูจน์ จนพบหลักฐานสำคัญนี้เป็นครั้งแรก นำโดย นายวรวิทย์ ตงศิริ จากชมรมอารยธรรมสกลนคร ร่วมกับชมรมอนุรักษ์นกสกลนคร เดินทางออกจากเกาะดอนลังกา ผ่านผืนน้ำเป็นระยะทางกว่า 3 กิโลเมตร ไปยัง เกาะดอนขามแป หรือ เกาะมะขามเทศ เกาะร้าง ขนาดประมาณ 80 ไร่ ซึ่งตั้งอยู่ทางทิศตะวันออกเฉียงใต้ของเกาะดอนสวรรค์ หลังจากได้รับเบาะแสจากชาวประมงพื้นบ้านว่า เกาะแห่งนี้คือที่ตั้งของโบราณสถานเก่าแก่ที่ไม่เคยถูกค้นพบอย่างเป็นทางการมาก่อน

ช่วงแรกของการสำรวจ คณะทำงานต้องเดินเท้าค้นหาอย่างยากลำบากท่ามกลางป่ารกทึบ จนกระทั่งไปถึงบริเวณมุมสุดทางทิศตะวันออกของเกาะ จึงได้พบกับภาพที่น่าตะลึง นั่นคือ กองหินทรายและหินศิลาแลงโบราณที่วางกระจัดกระจายอยู่ใต้ต้นโพธิ์ใหญ่ โดยชิ้นส่วนที่เด่นชัดที่สุดคือ หินทรายรูปตัวแอล (L) ความยาวประมาณ 80 เซนติเมตร แต่ที่น่าสลดใจคือ สภาพที่เห็นบ่งชี้ว่า โบราณสถานแห่งนี้เคยถูกกลุ่มล่าสมบัติลักลอบขุดทำลายจนพังทลายลงมา อย่างไรก็ตาม คณะสำรวจเชื่อว่าโครงสร้างฐานปราสาทส่วนใหญ่ ยังคงจมอยู่ใต้ผืนดิน รอนักโบราณคดีมาขุดค้นอย่างถูกวิธี

ผศ.ดร.สถิตย์ ภาคมฤค ผู้เชี่ยวชาญคติชนวิทยาท้องถิ่นอีสาน กล่าวว่า แม้ว่าโบราณสถานหรือฐานปราสาทที่เราพบ จะพังทลายลงไปตามกาลเวลา แต่นี่คือหลักฐานที่สำคัญที่แสดงให้เห็นชัดว่า ในดินแดนที่ชื่อว่าเมืองหนองหารหลวงแห่งนี้ เคยมีความเจริญรุ่งเรืองมาตั้งแต่อดีต

จากการสืบค้นข้อมูลเพิ่มเติมพบว่า ในอดีตบริเวณดังกล่าวเคยมีการขุดพบพระพุทธรูปสลักจากหินทราย แต่ได้หายสาบสูญไป คงเหลือเพียง “ฐานรูปเคารพ” ชิ้นสำคัญที่คาดว่าอยู่ในยุคทวารวดี ควบ ขอมโบราณ ซึ่งเมื่อปี พ.ศ. 2510 เจ้าอธิการลพ เขมสิริ ร่วมกับชาวบ้านได้อัญเชิญไปเก็บรักษาไว้ที่วัดศรีชมพู เพื่อความปลอดภัย และปัจจุบันถูกนำมาจัดแสดงไว้ที่พิพิธภัณฑ์เมืองสกลนคร มหาวิทยาลัยราชภัฏสกลนคร เพื่อให้ประชาชนได้ศึกษา และหลังจากนี้ ชมรมอารยธรรมสกลนครเตรียมประสานหน่วยงานที่เกี่ยวข้องและกรมศิลปากร ให้เข้าตรวจสอบพื้นที่อย่างละเอียด เพื่อขึ้นทะเบียนเป็นโบราณสถาน พลิกฟื้นหน้าประวัติศาสตร์อันรุ่งเรืองของเมืองหนองหารหลวงให้กลับมาปรากฏเด่นชัดอีกครั้ง