สำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.) สรุปสถานการณ์น้ำภาพรวมของประเทศ ระบุว่า 1. ปริมาณฝนสะสม 24 ชม. สูงสุด ได้แก่ ภาคเหนือ : จ.นครสวรรค์ (87) ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ : จ.นครราชสีมา (115)  ภาคตะวันตก : จ.กาญจนบุรี (67 มม.) ภาคกลาง : จ.ลพบุรี (97 มม.) ภาคตะวันออก : จ.ตราด (262 มม.) ภาคใต้ : จ.พังงา (73)

สภาพอากาศวันนี้  19 ก.ย.มรสุมตะวันตกเฉียงใต้ที่พัดปกคลุมทะเลอันดามัน ประเทศไทย และอ่าวไทยจะมีกำลังแรงขึ้น ประกอบกับร่องมรสุมพาดผ่านภาคกลางตอนล่าง ภาคตะวันออก และภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนล่าง เข้าสู่หย่อมความกดอากาศต่ำกำลังแรงบริเวณทะเลจีนใต้ ทำให้ประเทศไทยมีฝนตกหนักบางแห่ง และมีฝนตกหนักมากในกรุงเทพมหานครและปริมณฑล รวมทั้งภาคตะวันออก โดยเฉพาะบริเวณจังหวัดบุรีรัมย์ สุรินทร์ ศรีสะเกษ กรุงเทพมหานครและปริมณฑล ปราจีนบุรี จันทบุรี และตราด

คาดว่า ช่วงวันที่ 21 – 24 ก.ย.  ร่องมรสุมจะเลื่อนขึ้นไปพาดผ่านภาคเหนือ ภาคกลางตอนบน และภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ประกอบกับมรสุมตะวันตกเฉียงใต้กำลังปานกลางยังคงพัดปกคลุมทะเลอันดามัน ประเทศไทย และอ่าวไทย ทำให้ประเทศไทยบริเวณภาคเหนือ และภาคตะวันออกเฉียงเหนือ จะมีฝนเพิ่มมากขึ้นและมีฝนตกหนักบริเวณภาคตะวันออก สำหรับภาคใต้จะมีฝนลดลง

สถานการณ์น้ำอ่างเก็บน้ำในภาพรวม  ปริมาณน้ำรวม 76% ของความจุเก็บกัก (61,491 ล้าน ลบ.ม.) ปริมาณน้ำใช้การ 64% (37,370 ล้าน ลบ.ม.)

สำหรับสถานการณ์น้ำปัจจุบันของ 4 อ่างเก็บน้ำหลักของลุ่มน้ำเจ้าพระยา ได้แก่ อ่างเก็บน้ำภูมิพล จ.ตาก มีปริมาณน้ำ 10,558 ล้าน ลบ.ม. (78%) ,อ่างเก็บน้ำสิริกิติ์ จ.อุตรดิตถ์ มีปริมาณน้ำ 8,357 ล้าน ลบ.ม. (88%) ,อ่างเก็บน้ำแควน้อยบำรุงแดน จ.พิษณุโลก มีปริมาณน้ำ 777 ล้าน ลบ.ม. (83%) และอ่างเก็บน้ำป่าสักชลสิทธิ์ จ.ลพบุรี มีปริมาณน้ำ 668 ล้าน ลบ.ม. (70%) และเนื่องจากพื้นที่ตอนบนยังคงมีปริมาณน้ำสูงขึ้น ทำให้เขื่อนเจ้าพระยายังคงต้องเร่งการระบายน้ำอย่างต่อเนื่อง รวมถึงแบ่งการระบายน้ำออกทางฝั่งตะวันตกและฝั่งตะวันออกของแม่น้ำเจ้าพระยาด้วย

ขณะเดียวกัน สทนช. และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้ร่วมลงพื้นที่ลุ่มเจ้าพระยาอย่างต่อเนื่องเพื่อติดตามผลการรับน้ำเข้าระบบชลประทานและการเร่งระบายน้ำออกสู่อ่าวไทย เช่น การติดตั้งเครื่องสูบน้ำเครื่องผลักดันน้ำ การเร่งกำจัดวัชพืชและผักตบชวา การเคลื่อนย้ายเรือลำเลียงสินค้าและเรือที่กีดขวางทางน้ำ การสำรวจความพร้อมของพื้นที่ลุ่มต่ำหน่วงน้ำ เป็นต้น ควบคู่ไปกับการปรับแผนการบริหารจัดการน้ำให้สอดคล้องกับสถานการณ์ปัจจุบันและการคาดการณ์ โดยจะมีการประชุมหารือกันระหว่างหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในวันนี้ เพื่อให้การบริหารจัดการน้ำเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด ลดผลกระทบประชาชนโดยเร็วที่สุด