วานนี (18 ก.ย. 2568) สำนักข่าวนิวยอร์ก โพสต์รายงานกรณีเจ้าหน้าที่ที่สนามบินฟลอริดา ตรวจพบผู้โดยสารรายหนึ่ง นำชิ้นส่วนกระดูกและกะโหลกศีรษะมนุษย์ใส่ไว้ในกระเป๋าเดินทาง

ผู้โดยสารรายนี้ถูกเจ้าหน้าที่ศุลกากรและหน่วยงานพิทักษ์ชายแดน (CBP) ณ สนามบินนานาชาติแทมปา รัฐฟลอริดา สหรัฐอเมริกา ตรวจพบชิ้นส่วนกระดูกมนุษย์ต้องสงสัยที่ห่อด้วยกระดาษฟอยล์ บรรจุในกระเป๋าเดินทาง โดยเจ้าของกระเป๋าอ้างว่า เป็นวัตถุที่นำมาใช้ “สำหรับประกอบพิธีกรรม” 

การค้นพบที่น่าตกใจนี้ เกิดขึ้นขณะที่ผู้โดยสารดังกล่าวกำลังสำแดงสิ่งของที่แผนกตรวจสอบของ CBP ซึ่งเป็นจุดที่ผู้โดยสารขาเข้าทุกคนต้องผ่านด่านตรวจ และเมื่อเจ้าหน้าที่ได้ทำการตรวจค้นกระเป๋าเดินทางอย่างละเอียด พวกเขาก็พบวัตถุน่าสงสัยดังกล่าว พร้อมกับซิการ์และพืชบางอย่างที่มีข้อห้ามนำเข้าสหรัฐ

หลังจากเจ้าหน้าที่ CBP พิจารณาแล้วพบว่า ชิ้นส่วนเหล่านี้ “ก่อให้เกิดความเสี่ยงด้านสุขภาพอย่างร้ายแรง” จึงทำลายทิ้ง แม้ผู้โดยสารจะแสดงความไม่พอใจก็ตาม

นายคาร์ลอส มาร์เทล ผู้อำนวยการฝ่ายปฏิบัติการภาคสนามของสนามบิน ได้ทวีตข้อความบนแพลตฟอร์มเอ็กซ์ (ทวิตเตอร์เดิม) ว่า “ที่ CBP เราไม่เคยรู้เลยว่าในกระเป๋าเดินทางจะซ่อนอะไรไว้ แต่พวกนักลักลอบขนของก็ควรจะรู้ว่าเราจะไม่ปล่อยผ่านเรื่องแบบนี้”

นอกจากนี้ เจ้าหน้าที่ยังได้เริ่มการสืบสวนเพิ่มเติมเพื่อตรวจสอบว่า ชิ้นส่วนดังกล่าวเป็นกระดูกมนุษย์จริงหรือไม่

สนามบินนานาชาติแทมปา ก็เป็นเช่นเดียวกับสนามบินหลายแห่งในฟลอริดา กล่าวคือเป็นสถานที่ที่เกิดเรื่องราวแปลกประหลาดที่น่าตกใจมาแล้วมากมาย เช่นในปี 2566 ผู้โดยสารคนหนึ่งพยายามลักลอบนำงูเหลือมยาว 4 ฟุต ชื่อว่า “บาร์โธโลมิว” ผ่านด่านตรวจ โดยอ้างว่ามันเป็น “สัตว์เลี้ยงเพื่อบำบัดเยียวยาทางอารมณ์” 

ที่มา : nypost.com

เครดิตภาพ : X / @DFOFlorida