เมื่อวันที่ 20 ก.ย. 68 ร.ต.อ.วัฒนรักษ์ อำนรรฆสรเดช รองประธานคณะกรรมาธิการ (กมธ.) สามัญพิจารณาร่าง พ.ร.บ.บริหารจัดการเพื่ออากาศสะอาด พ.ศ. …. จากพรรคพลังประชารัฐ (พปชร.) กล่าวถึง ร่าง พ.ร.บ.บริหารจัดการเพื่ออากาศสะอาด ที่จะเข้าสู่การพิจารณาของสภาผู้แทนราษฎร วาระ 2 -3 ในวันที่ 24 ก.ย. นี้ ซึ่งหากที่ประชุมสภา เห็นชอบผ่านการพิจารณา จะถูกส่งต่อไปยังวุฒิสภา และมีความเป็นไปได้สูงที่จะประกาศใช้ได้ก่อนสิ้นปี 2568 แม้ไม่ทันช่วยบรรเทาปัญหาฝุ่นพิษในปีนี้ แต่ถือเป็นก้าวสำคัญ เพราะที่ผ่านมา ประเทศไทยไม่เคยมีกฎหมายเฉพาะเพื่อจัดการปัญหา PM 2.5 มาก่อน
ร.ต.อ.วัฒนรักษ์ กล่าวว่า ร่างกฎหมายดังกล่าว จะเป็นเครื่องมือสำคัญในการจัดการมลพิษภายในประเทศ และยังใช้เป็นหลักในการเจรจากับประเทศเพื่อนบ้านเกี่ยวกับปัญหาฝุ่นข้ามพรมแดน เนื่องจากข้อมูลชี้ว่ากว่าร้อยละ 23.7 ของฝุ่นในไทยมาจากประเทศเพื่อนบ้าน ขณะเดียวกันฝุ่นจากประเทศไทยเองก็ลอยไปกระทบเขตแดนของประเทศอื่นเช่นกัน หากมีกฎหมายรองรับ ผู้กระทำผิดจะถูกดำเนินการทั้งปรับและจำคุก คล้ายกับกรณีที่ประเทศสิงคโปร์ เคยใช้กฎหมายต่อรองกับประเทศอินโดนีเซีย ในประเด็นการเผาพื้นที่เกษตรกรรม
ร.ต.อ.วัฒนรักษ์ กล่าวว่า ตนมีความกังวลต่อข้อเสนอในชั้น กมธ. ที่มีการเสนอให้ตัด หมวด 6 “กองทุนอากาศสะอาด” ออก เนื่องจาก กองทุนฯ ดังกล่าว เป็นกลไกทางการเงินสำคัญในการทำให้สิทธิในการหายใจอากาศสะอาด ซึ่งเป็นสิทธิมนุษยชนขั้นพื้นฐาน เกิดขึ้นได้จริง พร้อมตั้งข้อสังเกตว่าข้อเสนอนี้มาจากตัวแทนอดีตรัฐมนตรีชุดก่อน ที่ไม่เคยแสดงความเห็นคัดค้านในที่ประชุมมาก่อน อีกทั้งผู้เชี่ยวชาญหลายฝ่ายยังเตือนว่าการตัดกองทุนฯ ออกไป เท่ากับลิดรอนพลังของกฎหมาย และอาจสะท้อนเจตจำนงทางการเมืองของอดีตรัฐบาลและอดีตนายกรัฐมนตรี ที่ไม่รักษาคำมั่นในการแก้ปัญหามลพิษ ถ้าไม่มีกองทุนอากาศสะอาด กฎหมายจะเหลือเพียงชื่อ แต่ไร้ฟัน ไม่มีเขี้ยว และคนไทยยังคงต้องสูดอากาศพิษโดยไร้ทางเลือก
“ประชาชนในกรุงเทพฯ ปริมณฑล และภาคเหนือ เผชิญวิกฤติฝุ่น PM 2.5 อย่างต่อเนื่อง ระดับฝุ่นเกินมาตรฐานบ่อยครั้ง ส่งผลกระทบต่อสุขภาพจนมีผู้ป่วยสะสมหลายล้านคน ร่างกฎหมายนี้ จึงเสนอสิทธิของประชาชนในการหายใจอากาศที่สะอาด การเข้าถึงข้อมูล และการมีส่วนร่วมออกแบบมาตรการจัดการมลพิษ ซึ่งจะเกิดผลได้จริงก็ต่อเมื่อมีกองทุนอากาศสะอาดเป็นกลไกกลาง หากไม่มี ประชาชนก็ยังคงเผชิญผลกระทบจากฝุ่นพิษและสารปนเปื้อนอย่างไม่เป็นธรรม พรรคพลังประชารัฐยืนยันเดินหน้าผลักดันร่างกฎหมายฉบับนี้ เพื่อให้คนไทยทุกคนได้รับสิทธิพื้นฐานในการหายใจอากาศสะอาดอย่างแท้จริง” ร.ต.อ.วัฒนรักษ์ กล่าว.



