แม้จะอายุเพียงแค่ 4 เดือน แต่รัฐบาลภายใต้การนำของ นายอนุทิน ชาญวีรกูล คงต้องฝ่าฟันขวากหนามหลายเรื่อง เพราะในเมื่อแย่งชิงอำนาจรัฐมาจากพรรคเพื่อไทย (พท.) หนทางที่จะทำให้การทำงานเป็นไปด้วยความราบรื่นคงไม่ง่าย เนื่องจากเกี่ยวข้องกับการเลือกตั้งที่จะเกิดขึ้นในอนาคต ยิ่งทั้ง 3 พรรคมีเป้าหมายที่จะกลับมาเป็นแกนนำรัฐบาล โดยเฉพาะพรรคประชาชน (ปชน.) หลังจากพลาดการเป็นรัฐบาลในนาม “ก้าวไกล (ก.ก.)” ซึ่งหลายคนคาดหมายว่า พรรคสีส้มน่าจะได้เสียง สส. มากสุด แต่อาจไม่ถึง 250 เสียง ขณะที่พรรคเพื่อไทย ซึ่งหวังจะกลับมาเป็นแกนนำรัฐบาลอีกครั้ง

โดย “นายภูมิธรรม เวชยชัย” แกนนำคนสำคัญของพรรค พท. ยังเชื่อว่า พรรคสีแดงจะได้จำนวน สส. ไม่ที่หนึ่งก็ที่สอง แต่ในแวดวงการเมือง แทบไม่มีใครเชื่อ บางคนปรามาสว่าอาจได้ไม่ถึง 50 คนด้วยซ้ำ ดังนั้นจึงไม่แปลกที่จะต้องโชว์ผลงานในการทำหน้าที่เป็นฝ่ายค้าน ทั้งการไม่ส่ง สส. เข้าร่วมเป็นคณะกรรมการประสานงานพรรคร่วมฝ่ายค้าน (วิปฝ่ายค้าน) อ้างว่า พรรค ปชน. เป็นฝ่ายค้ำ นอกจากนี้ในระหว่างการแถลงนโยบายรัฐบาล ก็เตรียมชี้ให้เห็นถึงปัญหาคุณสมบัติของรัฐมนตรีบางคน และนโยบายบางอย่างที่ไม่ยอมสานต่อรัฐบาลเดิม นอกจากนี้ยังมีข่าว พรรค พท. ยังเตรียมยื่นเรื่องให้ศาลรัฐธรรมนูญ (รธน.) ตรวจสอบจริยธรรมรัฐมนตรี อย่างน้อย 3 คน จากนั้นอาจจะต่อด้วยการอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาล โดยหยิบประเด็นเรื่องคุณสมบัติของรัฐมนตรี ปัญหาที่ดินเขากระโดง และคดีฮั้วเลือกสมาชิกวุฒิสภา (สว.)
งานนี้คงต้องวัดใจพรรคสีส้มจะเอาด้วยหรือไม่ เพราะถ้าไม่เห็นด้วยกับพรรค พท. ก็อาจถูกกล่าวหาว่า เป็นฝ่ายค้านไม่แท้ มีดีลลับอะไรมาแลกเปลี่ยนหรือไม่ ถ้าหากจะรวมอภิปรายด้วย แต่รัฐบาลยังไม่ได้บริหารประเทศ จะนำข้อมูลในเรื่องอะไรไปอภิปราย ส่วนการร่วมลงชื่อในการตรวจสอบจริยธรรม แกนนำพรรคฝ่ายค้านคงไม่เห็นด้วย เพราะไม่เห็นด้วยกับการใช้นิติสงครามมาห้ำหั่นกัน ดังนั้นรัฐบาลภายใต้การนำของพรรคภูมิใจไทย (ภท.) คงไม่มีวันพักแน่ๆ ทั้งการผลักดันนโยบายเร่งด่วนต่างๆ การรับมือกระบวนการตรวจสอบจากสองพรรคฝ่ายค้านที่ไม่มีเอกภาพ รวมทั้งการตรวจสอบคุณสมบัติโดยองค์กรอิสระ ซึ่งรัฐมนตรีคงต้องลุ้น ใครจะถูกร้องให้ตรวจสอบจริยธรรม

นอกจากนี้ที่จะเป็นการวัดพลังกันระหว่างพรรคสีแดงกับพรรคสีน้ำเงิน คือ การเลือกตั้งซ่อม สส.ศรีสะเกษ เขต 5 ประกอบด้วย อ.ขุนหาญ และ อ.ภูสิงห์ โดยพรรค พท. ส่งตัวตายตัวแทน “ภูริกา สมหมาย” หรือ “กุ้ง” หมายเลข 1 บุตรสาวของ “อมรเทพ สมหมาย” อดีต สส. ที่เสียชีวิตไปเมื่อวันที่ 27 มิ.ย. 68 ส่วนพรรค ภท. ส่ง “จินณ์ตวรรณ ไตรสรณกุล” หรือ “อีฟ” หมายเลข 2 บุตรสาวของ “ธีระ ไตรสรณกุล” อดีต สส.ศรีสะเกษ ลงสมัคร เนื่องจากพื้นที่ดังกล่าวอยู่ติดชายแดนไทย-กัมพูชา ดังนั้นปัญหาความขัดแย้งของทั้งสองประเทศ จึงเป็นตัวแปรสำคัญในการเลือกตั้ง โดยเฉพาะปัญหาเรื่องคลิปเสียง ระหว่าง “น.ส.แพทองธาร ชินวัตร” อดีตนายกรัฐมนตรี กับ “สมเด็จฮุน เซน” ประธานวุฒิสภากัมพูชา ด้วยประโยคที่ว่า “อังเคิลอยากได้อะไรบอกมา” และจากคลิปเสียงดังกล่าว ทำให้อดีตนายกฯ จากพรรค พท.ต้องพ้นจากตำแหน่งไป แถมยังมีปัญหาเรื่องกระทำผิดจริยธรรมติดตัวมาอีก

ขณะที่ช่วงสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา ในระหว่างพรรค ภท. เดินทางไปปราศรัยหาเสียงที่สำนักงานเทศบาล ต.โพธิ์กระสัง “นายอนุทิน ชาญวีรกูล” นายกฯ และหัวหน้าพรรค ภท. กล่าวปราศรัยตอนหนึ่งว่า วันนี้มีปัญหามากมาย พวกเราอยากให้เปิดด่านหรือปิดด่าน ก่อนจะถามชาวบ้านว่ามีใครอยากให้เปิดด่านยกมือ ก่อนจะพูดแซวว่า “อุ๊ยตาย…แบบนี้ใครจะให้เปิดเล่า” เพราะชาวบ้านไม่มีใครยกมือเลย ก่อนบอกต่อว่า ขนาดชาวขุนหาญ-ชาวภูสิงห์ ยังบอกให้ปิดด่าน แล้วชาวไทยทั้งประเทศก็บอกให้ปิดด่าน
“สุนัขตัวไหนจะกล้าเปิด อย่าว่าแต่สุนัขไม่กล้าเปิดเลย หนูยิ่งไม่กล้าเปิดใหญ่เลย ผมคนไทยนะครับ ผมนายกฯ ของพวกท่านครับ ไม่ใช่นายกฯ ของเพื่อนบ้าน ไม่ใช่นายกฯ กัมพูชา” นายอนุทิน กล่าว

ส่วนที่วัดสรรพรัตน์ (วัดบ้านพราน) ต.พราน อ.ขุนหาญ จ.ศรีสะเกษ พรรค พท. นำโดย นางมนพร เจริญศรี สส.นครพนม พร้อมด้วย น.ส.ลิณธิภรณ์ วริณวัชรโรจน์ รองเลขาธิการพรรค นายจเด็จ จันทรา สส.พิษณุโลก ลงพื้นที่ช่วยหาเสียงให้กับ น.ส.ภูริกา สมหมาย ผู้สมัคร สส.ศรีสะเกษ หาเสียงเลือกตั้งซ่อม สส.เขต 5 โดย น.ส.ภูริกา ปราศรัยตอนหนึ่งว่า เป็นอีกหนึ่งโอกาสที่ น.ส.ภูริกา คนนี้ ได้มีโอกาสร่วมทำบุญถึงคุณพ่ออมรเทพ สมหมาย ร่วมกับชาวขุนหาญ ก่อนที่ท่านจะจากไป ท่านบอกลูกคนนี้ว่า วันหนึ่งถ้าไม่มีพ่อแล้ว ใครจะมาช่วยเหลือชาวอำเภอขุนหาญอย่างจริงใจ ฉะนั้น จึงเป็นหนึ่งในความมุ่งมั่นของดิฉันที่จะขออาสาสานงานต่อ เริ่มงานใหม่พัฒนาเพื่อชาวขุนหาญ วันนี้ดิฉันได้มาสมัครเป็นผู้แทนอย่างที่คุณพ่อเคยวาดฝันไว้ จึงมาขอกราบความเมตตาจากพี่น้องชาวขุนหาญ เพื่อสานต่อสิ่งที่คุณพ่อได้ทำ เพื่อชาวขุนหาญไว้ตลอดชีวิตนักการเมือง และขอเป็นตัวแทนคุณพ่อ เพื่อมาสานต่อสิ่งที่พ่อทำ เพื่อให้ชีวิตคนขุนหาญดีขึ้นต่อไป
แม้จะเป็นเพียงการเลือกตั้งซ่อม แต่เก้าอี้นี้ก็ถือว่ามีความหมายของทั้งสองพรรค เพราะเป็นพื้นที่ติดชายแดนกัมพูชา ซึ่งกำลังมีปัญหาขัดแย้งของสองประเทศ ผลพวงจากคลิปเสียง จะมีส่วนในการตัดสินใจของประชาชนหรือไม่ ยิ่งพรรค พท. มีสถานะเป็นพรรคฝ่ายค้าน ส่วน ภท. มีสถานะเป็นแกนนำรัฐบาล ซึ่งผลการเลือกตั้งครั้งนี้ อาจบ่งชี้ถึงการเลือกตั้ง สส. ในพื้นที่ที่ติดจังหวัดชายแดนไทย-กัมพูชา ในการเลือกตั้งครั้งหน้า เชื่อว่า ทั้งสองพรรคที่ส่งคนลงชิงชัยครั้งนี้ ไม่มีทางยอมถอยแน่ เพราะผลการเลือกตั้งต้องถูกนำไปขยายผลในทางการเมือง

ในที่สุดพรรค ภท. ได้ฤกษ์นำเสนอรูปแบบการแก้ไข รธน. “นายภราดร ปริศนานันทกุล” รมต.ประจำสำนักนายกฯ กล่าวถึงความคืบหน้าร่างการแก้ไข รธน. ในส่วนของพรรค ภท. ว่า ร่างแก้ไข รธน. มาตรา 256 เสร็จเรียบร้อยแล้ว และได้หารือร่วมกับพรรคร่วมรัฐบาลอื่นแล้วด้วย โดยจะมีการรวบรวมรายชื่อ เพื่อยื่นเสนอต่อประธานรัฐสภา เพื่อบรรจุวาระในวันที่ 24 ก.ย.นี้ โดยที่มาของสภาร่าง รธน. (ส.ส.ร.) จะให้ผู้ที่ประสงค์จะเป็น ส.ส.ร. แต่ละจังหวัดสมัครเข้ามา โดยให้ กกต. เป็นผู้รับสมัคร จากนั้น ให้รัฐสภาเลือกเหลือจังหวัดละ 1 คน จากทั้งหมด 77 จังหวัด ก็จะมี 77 คน อีกส่วนหนึ่งก็จะเป็นกลุ่มนักวิชาการ นิติศาสตร์ รัฐศาสตร์ และเชี่ยวชาญ 22 คน แบ่งเป็น 3 กลุ่ม กลุ่มละ 7-8 คน โดยให้ผู้ที่มีความเชี่ยวชาญสมัครเข้ามา และให้รัฐสภาเป็นผู้เลือก ซึ่งแนวทางนี้เป็นแนวทางที่เราใช้ในแนวทางเดียวกับการแก้ไข รธน. ปี 2539 เป็นที่มาของ ส.ส.ร.ในปี 40 และถือเป็นต้นแบบ
เมื่อถามถึงข้อสะท้อนจากพรรค ปชน. ที่อยากให้ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกฯ ไปคุยกับสมาชิกวุฒิสภา (สว.) เพื่อขอเสียงสนับสนุนในการแก้ไข รธน. นั้น นายภราดร กล่าวว่า ทุกฝ่ายควรช่วยกัน เมื่อพรรคการเมืองใหญ่ ไม่ว่าจะเป็นพรรค ปชน. พท. ภท. รวมถึงพรรคร่วมรัฐบาลอื่นๆ ได้ตกลงร่วมกัน และมีเจตนาจะเดินหน้าแก้ไข รธน. ซึ่งต้องใช้เสียง สว. 1 ใน 3 ดังนั้น จึงเป็นหน้าที่ของ สส. ที่เห็นตรงกัน จะต้องช่วยกันโน้มน้าว และพูดคุยกับ สว. ถึงความจำเป็น และเนื้อหาสาระ เพื่อให้เขามีความมั่นใจ และสบายใจในการแก้ไข รธน. ซึ่งนายอนุทิน ก็เป็น สส. แต่ไม่ใช่แค่นายอนุทิน หรือไม่ใช่ว่าจะแค่พรรคไหน และ สส.คนใดของพรรค ก็จะต้องช่วยกันเจรจาพูดคุย เพื่อให้เดินไปสู่ปลายทางการแก้ไข รธน. ให้ได้สำเร็จ
ส่วน “นายพิสิษฐ์ อภิวัฒนาพงศ์” สว. และโฆษกคณะกรรมาธิการ (กมธ.) วิสามัญกิจการวุฒิสภา (วิปวุฒิสภา) กล่าวถึงการพิจารณาร่างแก้ไขเพิ่มเติม รธน. ที่มีข้อกังวลเกี่ยวกับเสียงเห็นชอบจาก สว. 1 ใน 3 ว่า หากไม่แตะหมวด 1-2 พร้อมที่จะให้ความเห็น ขณะนี้ สว. ยังไม่ได้หารือกัน ซึ่งการจัดทำ รธน.ฉบับใหม่ จะต้องเป็นไปตามคำวินิจฉัยของศาล รธน. โดยเฉพาะโมเดล ส.ส.ร. ที่ไม่สามารถมาจากการเลือกตั้งทางตรงได้ หากวุฒิสภาแต่ละคนได้เห็นร่างแก้ไขเพิ่มเติมอย่างชัดเจน อาจมีมุมมองเช่นเดียวกัน ส่วนผู้ที่ต้องการแก้ไข รธน. มีเพียงนักการเมือง ซึ่งส่วนตัวไม่มั่นใจว่าประชาชนต้องการทำ รธน.ฉบับใหม่หรือไม่ เพราะสิ่งที่เราเห็นคือนักการเมืองกลัว รธน. ฉบับนี้อยู่ 2 คำ สุจริตเป็นที่ประจักษ์ กับจริยธรรมอย่างร้ายแรง เป็น 2 คำที่นักการเมืองกลัวมาก เมื่อถามถึงข้อสังเกตความสัมพันธ์ สว. และบ้านใหญ่ทางการเมืองบุรีรัมย์ จนได้ชื่อว่าเป็น สว. สีน้ำเงิน นายพิสิษฐ์ กล่าวว่า สว.ไม่ได้สังกัดพรรคการเมือง และตนก็ไม่ได้รู้จัก นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกฯ หรือนักการเมืองเป็นการส่วนตัว แต่การพูดคุยกันทุกอย่างอยู่บนหลักการ หากวุฒิสภาเห็นชอบด้วยก็พร้อมที่จะยกมือให้ ยืนยันไม่มีการล็อบบี้
คงต้องรอดูการโน้มน้าว สว. ที่ต้องได้เสียง 67 คน จะสามารถทำได้สำเร็จหรือไม่ เพราะ สว.ไม่ได้มีส่วนในการทำเอ็มโอเอ ขณะที่แกนนำพรรค ภท. ก็ระบุว่า ไม่ใช่หน้าที่ นายอนุทิน เพียงคนเดียว ทุกพรรคต้องช่วยกัน.
“ทีมข่าวการเมือง”



