เมื่อวันที่ 23 ก.ย. ที่ห้องชมวัง อาคารราชนาวิกสภา กองบัญชาการกองทัพเรือ (บก.ทร.) พล.ร.อ.จิรพล ว่องวิทย์ ผู้บัญชาการกองทัพเรือ (ผบ.ทร.) กล่าวเปิดใจกับสื่อมวลชนก่อนอำลาตำแหน่ง ผบ.ทร. ว่า วันนี้เป็นโอกาสอันดีที่ทางกองทัพเรือได้มีโอกาสมานั่งพูดคุย แลกเปลี่ยนความคิดเห็นในช่วงสุดท้ายในการทำงานของตน ก็เหมือนเป็นประเพณีที่เราทำกันมาทุกปี เช่นเดียวกับ ผบ.ทร. คนเก่าไป ผบ.ทร.คนใหม่เข้ามา ก่อนอื่นต้องขอบคุณสื่อมวลชนทุกคนที่ร่วมกันทำงานมาในภาคสื่อสารให้สังคมเข้าใจประเด็นต่างๆ ที่กองทัพเรือทำงานมาตลอดทั้งปี อีกส่วนหนึ่งตนก็ถือว่าพาผู้บัญชาการทหารเรือคนใหม่ ซึ่งทุกคนทราบแล้ว แต่วันนี้คงได้มีโอกาสเห็นหน้าตาและได้สัมผัสในเบื้องต้น ซึ่งก็จะทำงานร่วมกันไปอีกในปีข้างหน้าอีกหนึ่งปี วันนี้บรรยากาศอาจไม่เหมือนในหลายๆ ปีที่ผ่านมา ตนขอบคุณสื่อมวลชนทุกคนและทีมงานที่จัดงานในวันนี้ที่ได้สัมผัสกับสื่อและประสานงานโดยตรง
ด้าน พล.ร.อ.ไพโรจน์ เฟื่องจันทร์ เสนาธิการทหารเรือ และว่าที่ผบ.ทร. กล่าวว่า
“จริง ๆ ตนไม่ได้มีชื่อเล่น แต่เนื่องจากเวลาไปเข้าระบบทหาร อะไรที่แปลก ๆ เขาก็จะเรียกตรงนั้น อย่างสมมุติมีคนชื่อไพโรจน์ อยู่ 2 คน อีกคนหล่อกว่าจึงได้สิทธิชื่อไพโรจน์ ส่วนตนก็ต้องมาใช้นามสกุลเป็นชื่อเล่น เพื่อนจึงเรียกตนว่าเฟื่องจึงทำให้ตนมีชื่อเล่น 2 ชื่อ เรียกเฟื่องก็หัน หรือเรียก โรจน์ ก็หัน”
พล.ร.อ.ไพโรจน์ กล่าวอีกว่า ตนขอฝากตัวกับสื่อมวลชนที่เราจะทำงานร่วมกัน ที่จะสื่อสารองค์กรของกองทัพเรือให้เป็นที่รู้จักขยายความ อย่างที่ ผบ.ทร.คนเก่าได้ทำมาแล้ว ซึ่งเราจะได้ขยายความให้กองทัพเรือได้เป็นที่รู้จักและเป็นที่เชื่อมั่นของประชาชน และฝากในประเด็นการนำเสนอกองทัพเรือไว้กับในมือของสื่อที่เราจะดำเนินการกันต่อไป
อย่างไรก็ตาม พล.ร.อ.จิรพล ว่องวิทย์ ผบ.ทร.ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีการส่งต่อหน้าที่ผู้บัญชาการทหารเรือ ในโอกาสที่ใกล้จะเกษียณอายุราชการ โดยกล่าวว่า มี 4-5 เรื่องสำคัญ โดยเฉพาะการปกป้องอธิปไตยของไทย ที่อยู่ในความสนใจของประชาชน จึงต้องมีการส่งมอบอย่างละเอียด เช่น การวางแผนติดตามสถานการณ์ต่อเนื่อง เช่น การตรึงกำลังในพื้นที่ การผลัดเปลี่ยนกำลังเพื่อลดความเหนื่อยล้าของกำลังพล การจัดหายุทโธปกรณ์เพื่อรองรับภัยคุกคาม หากในปีหน้าสถานการณ์พัฒนาไปสู่ระดับที่เกิดความขัดแย้งอย่างต่อเนื่อง
พล.ร.อ.จิรพล กล่าวว่า สถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชามีแนวโน้มลากยาวไปถึงปีหน้า เพราะมองว่า การเจรจาระหว่าง 2 ฝ่ายยังล่าช้า แนวโน้มความขัดแย้งจะยืดเยื้อต่อไป แต่ถ้าสามารถบรรลุข้อตกลงตามที่ไทยต้องการได้ ความขัดแย้งก็จะยุติได้เร็ว สิ่งสำคัญคือจะต้องหาจุดลงตัว ที่ประชาชนของทั้งสองฝ่ายสามารถยอมรับ เช่น ต้องใช้คนกลางหรือไม่ แต่ถ้าคุยกันสองฝ่ายแล้วตกลงกันได้ก็ควรยุติตรงนี้
พล.ร.อ.จิรพล กล่าวอีกว่า สำหรับการประชุม คณะกรรมการชายแดนส่วนภูมิภาค (อาร์บีซี) ไทย-กัมพูชา ในพื้นที่กองบัญชาการป้องกันชายแดนจันทบุรีและตราด (กปช.จต.) นั้น ขึ้นอยู่กับว่าข้อเสนอของแต่ละฝ่ายได้รับการตอบรับมากน้อยเพียงใด เพื่อให้หน่วยเหนือรับทราบและวางมาตรการดำเนินการเพื่อให้บรรลุตามเป้าหมาย
พล.ร.อ.จิรพล กล่าวอีกว่า ยังคาใจเรื่องปัญหาชายแดนไทย-กัมพูชา ที่ยังแก้ปัญหาไม่แล้วเสร็จ แต่เกษียณไปเสียก่อน และเชื่อทุกคนก็คาใจด้วย แต่ทุกเรื่องมีกระบวนการและขั้นตอนในการดำเนินงาน หากเราต้องการข้อตกลงที่นำไปสู่สันติภาพที่ยั่งยืน ก็ต้องเกิดจากความเห็นชอบร่วมกันทั้ง 2 ฝ่าย ย้ำว่าการเมืองกับการทหารจะต้องเดินไปด้วยกัน รัฐบาลต้องกำหนดทิศทางอย่างชัดเจนให้ทหารดำเนินการ เนื่องจากสิ่งที่ทหารคิดและทำ จะมีผลกระทบอย่างรุนแรงต่อประเทศ เพราะเครื่องมือทางทหารเป็นเครื่องมือสุดท้ายที่ประเทศควรจะใช้ เรายังมีเครื่องมืออื่น ๆ ที่สามารถบีบกัมพูชาได้อีกมาก
พล.ร.อ.จิรพล กล่าวอีกว่า โดยเฉพาะในสถานการณ์ที่ทั้ง 2 ฝ่ายอยู่ภายใต้ข้อตกลงหยุดยิง การหาข้อยุติความขัดแย้งด้วยวิถีทางอื่น จึงเป็นเรื่องที่ดี นอกจากนี้การนำเครื่องมือทางทหารมาใช้ ยังอาจนำไปสู่การเปิดช่องให้ประเทศอื่น ๆ ใช้โอกาสแทรกแซง เราจึงควรใช้เครื่องมือต่าง ๆ ให้อยู่ในระดับพอดี เพื่อสร้างความได้เปรียบในการเจรจาต่อรองในขั้นต่อไป โดยยืนยันว่าการดำเนินการเหล่านี้จะอยู่ภายใต้หลักการที่รัฐบาลนำการทหาร ซึ่งเป็นหลักการที่ทุกประเทศใช้ในการบริหาร



