หลังจากงูหลามพม่าซึ่งเป็นสัตว์รุกรานระบบนิเวศท้องถิ่นในรัฐฟลอริดากลายเป็นปัญหาใหญ่มาช้านาน ทีมนักวิจัยเพิ่งค้นพบว่า อากาศที่หนาวจัดอาจเป็นตัวช่วยในการกำจัดสัตว์รุกรานชนิดนี้ได้
วานนี้ (22 ก.ย. 2568) สำนักข่าวนิวยอร์กโพสต์รายงานความคืบหน้าจากทีมนักวิจัยที่กำลังศึกษาพฤติกรรมของงูหลามพม่าที่เลื่องชื่อด้านพฤติกรรมที่ดุร้าย โดยพวกเขาเพิ่งเผยภาพเหตุการณ์ที่หาดูยากของงูหลามพม่าขนาดใหญ่ตัวหนึ่งที่กำลังสำรอกกวางทั้งตัวที่มันกินเข้าไปก่อนหน้านั้นออกมา หลังจากที่อุณหภูมิลดต่ำลงกว่าเกณฑ์ที่สัตว์เลือดเย็นอย่างงูหลามจะอยู่ได้อย่างสบาย
การสังเกตการณ์ครั้งนี้เกิดขึ้นเมื่อปลายเดือนพฤศจิกายนปีที่แล้วในเขตอนุรักษ์แห่งชาติบิ๊กไซเปรสของรัฐฟลอริดา และอยู่ในรายงานวิจัยที่ตีพิมพ์ในวารสาร Ecology and Evolution
“งูหลามมักทำสิ่งที่เราคิดไม่ถึงมาก่อน แต่ครั้งนี้เป็นช่วงเวลาที่ ‘สวยงาม’ มากที่หลักการทางวิทยาศาสตร์พื้นฐานสอดคล้องกับการสังเกตการณ์ภาคสนาม” มาร์ก แซนด์ฟอส นักชีววิทยาอาวุโสจากสำนักงานสำรวจทางธรณีวิทยาของสหรัฐ (USGS) และหัวหน้าทีมวิจัย กล่าวกับสำนักข่าวไลฟ์ ไซเอนซ์
นักวิจัยระบุว่านี่เป็น “การสังเกตการณ์ครั้งแรกของงูหลามพม่าที่สำรอกกวางในพื้นที่ที่พวกมันรุกราน โดยที่ไม่มีการรบกวนจากมนุษย์โดยตรง”
ทีมวิจัยบังเอิญพบเหตุการณ์นี้ในระหว่างการศึกษาพฤติกรรมการกินของงูเอเชียสายพันธุ์ที่ถือว่ารุกรานระบบนิเวศท้องถิ่น ซึ่งเป็นสายพันธุ์ที่ยังมีการศึกษาไม่มากนัก แม้ว่าปรากฏตัวในรัฐฟลอริดาตั้งแต่ช่วงทศวรรษ 1970 แล้วก็ตาม
ตั้งแต่นั้นมา ประชากรงูหลามก็เพิ่มขึ้นจนควบคุมไม่ได้ เนื่องจากงูขนาดใหญ่เหล่านี้ ซึ่งมีความยาวมากกว่า 6 เมตรเมื่อมันโตเต็มที่ มักจะกินและ/หรือแย่งชิงอาหารจากสัตว์ท้องถิ่นจนกระทบต่อระบบนิเวศ
เป้าหมายหลักของทีมวิจัยคือการศึกษาผลกระทบของงูหลามพม่าต่อสัตว์ประจำถิ่นอย่างกวางหางขาว ซึ่งในช่วงหลายปีที่ผ่านมา ประชากรกวางในเขตอนุรักษ์บิ๊กไซเปรสลดลงอย่างต่อเนื่อง และนักวิจัยเชื่อว่างูหลามเป็นปัจจัยสำคัญ
เพื่อหาคำตอบว่าการกินกวางส่งผลอย่างไรต่องูและมันต้องใช้เวลาย่อยนานแค่ไหน นักวิทยาศาสตร์ได้เฝ้าติดตามงูหลามเพศเมียขนาดใหญ่หลายตัวมานานกว่าหนึ่งปี ซึ่งเป็นงูที่มักจะกินสัตว์กีบคู่เป็นอาหาร
งูตัวหนึ่งที่พวกเขาเฝ้าดูมีท้องที่ใหญ่ผิดปกติเนื่องจากมันเพิ่งกินกวางเข้าไปและไม่ยุบลงเลยในช่วงหลายวันต่อมา นักวิทยาศาสตร์จึงกลับไปดูงูตัวนั้นอีกครั้งหลังจากที่อุณหภูมิในตอนกลางคืนลดต่ำลงจนเหลือ 9.4 องศาเซลเซียส พวกเขาพบว่างูกำลังว่ายน้ำในบึงโดยที่ท้องไม่บวมแล้ว และพบซากกวางหางขาวที่ถูกสำรอกออกมาอยู่ใกล้ๆ


เนื่องจากงูเป็นสัตว์เลือดเย็น การทำงานของร่างกายทุกอย่างรวมถึงระบบย่อยอาหารจะทำงานช้าลงเมื่ออากาศเย็นลง และหากอุณหภูมิลดต่ำเกินไป อาหารที่อยู่ในท้องงูอาจจะเน่าเสียก่อนที่งูจะย่อยได้หมด ทำให้เกิดเชื้อโรคขึ้น งูจึงต้องสำรอกอาหารออกมาเพื่อป้องกันตัวเองจากการติดเชื้อแบคทีเรีย
นักวิทยาศาสตร์สรุปว่านี่อาจเป็นสัญญาณที่ดีในการต่อสู้กับนักล่าเลือดเย็นเหล่านี้ พวกเขาเชื่อว่าเมื่อมันจำใจต้องทิ้งอาหารที่ไม่ได้กินบ่อยนัก งูอาจไม่มีพลังงานที่จำเป็นในการสืบพันธุ์ ซึ่งอาจจะช่วยให้ประชากรกวางฟื้นตัวได้บ้าง
อย่างไรก็ตาม งูหลามตัวนี้รอดชีวิตจากการสำรอก และมันก็อาจจะกลับไปกินกวางอีกครั้งได้เช่นกัน
ในขณะเดียวกัน หน่วยงานอนุรักษ์ก็พยายามทำทุกวิถีทางเพื่อรับมือกับปัญหางูหลามที่เพิ่มจำนวนขึ้นอย่างมหาศาลตลอดช่วงครึ่งศตวรรษที่ผ่านมา มีการออกมาตรการต่างๆ รวมถึงการออกโครงการมอบรางวัลแก่ประชาชนที่จับและฆ่างูหลามได้มากที่สุด โดยในช่วงฤดูร้อนที่ผ่านมา นักล่างูในฟลอริดาคนหนึ่งได้รับเงินรางวัล 1,000 ดอลลาร์สหรัฐ (ราว 32,000 บาท) หลังจากที่สามารถกำจัดงูหลามรุกรานถิ่นได้ถึง 87 ตัวในเวลาเพียงหนึ่งเดือน
นอกจากนี้ เมื่อไม่นานมานี้ สำนักงานบริหารจัดการน้ำในเขตเอเวอร์เกลดส์ของฟลอริดาได้นำ “หุ่นยนต์กระต่าย” มาใช้เพื่อช่วยตรวจสอบและกำจัดงูร้าย หุ่นยนต์นี้จะเลียนแบบการเคลื่อนไหวของกระต่าย ส่งสัญญาณความร้อนและกลิ่นเพื่อล่องูหลาม เมื่อหุ่นยนต์ตรวจพบงู กล้องเอไอที่ติดตั้งไว้จะแจ้งเตือนเจ้าหน้าที่ ซึ่งจะรีบเข้ามากำจัดภัยคุกคามทันที
แม้จะมีมาตรการที่หลากหลายและทันสมัย แต่ผู้เชี่ยวชาญก็ยังคงกังวลว่าปัญหางูหลามนี้จะยังคงอยู่ไปอีกนาน ในรายงานวิจัยปี 2566 ของสำนักงาน USGS ระบุว่า งูหลามพม่าในฟลอริดาตอนใต้เป็นหนึ่งในปัญหาการจัดการที่ “รับมือได้ยากที่สุด” ในโลกเมื่อพูดถึงสายพันธุ์รุกรานถิ่น
ที่มา : nypost.com
เครดิตภาพ : Youtube/Conservancy of Southwest Florida, Travis Mangione, U.S. National Park Service



