สำนักข่าวต่างประเทศรายงานจากกรุงโซล ประเทศเกาหลีใต้ เมื่อวันที่ 25 ก.ย. ว่านายคิม มิน-ซอก นายกรัฐมนตรีเกาหลีใต้ กล่าวถึงทิศทางการลงทุนของเกาหลีใต้ในสหรัฐ ว่าแม้ไม่ได้มีการระงับหรือยุติโครงการอย่างเป็นทางการ แต่ความยากลำบากหรือความล่าช้าในการเดินทางกลับเข้าสหรัฐอีกครั้ง มีแนวโน้มเป็นเรื่องยากมาก ตราบใดที่ปัญหาทั้งหมดที่เกี่ยวข้องยังไม่ได้รับการแก้ไข เพราะสถานการณ์ที่เกิดขึ้นสร้างความวิตกกังวลให้กับแรงงานและครอบครัว


ทั้งนี้ หนึ่งในเงื่อนไขสำคัญของข้อตกลงการค้าระหว่างสหรัฐกับเกาหลีใต้ ซึ่งทำให้รัฐบาลวอชิงตันลดอัตราภาษีต่างตอบแทนให้แก่รัฐบาลโซลจากเดิม 25% ลงมาอยู่ที่ 15% คือการที่เกาหลีใต้จะเพิ่มการลงทุนในสหรัฐอีกราว 350,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 11.25 ล้านล้านบาท)


ย้อนกลับไปเมื่อต้นเดือนนี้ เจ้าหน้าที่จากสำนักงานตรวจคนเข้าเมืองและศุลกากรของสหรัฐ (ไอซีอี) ปฏิบัติการตรวจค้นโรงงานผลิตแบตเตอรี่ฮุนได-แอลจี ในรัฐจอร์เจีย และกวาดจับแรงงานต่างด้าว 475 คน ในจำนวนนี้มากกว่า 300 คน เป็นชาวเกาหลีใต้ ก่อนมีการคลี่คลาย “ความเข้าใจคลาดเคลื่อน” ในเวลาต่อมา และรัฐบาลโซลจัดการอพยพแรงงานซึ่งถูกจับกุมทั้งหมดกลับประเทศ


ประธานาธิบดีอี แจ-มยอง ผู้นำเกาหลีใต้ กล่าวถึงเรื่องนี้ ว่าเป็นปฏิบัติการที่ “น่าสับสน” และ “สะท้อนความแตกต่างทางวัฒนธรรม” พร้อมทั้งเตือนว่า สถานการณ์ที่เกิดขึ้น “อาจส่งผลกระทบอย่างมีนัยสำคัญ” ต่อการตัดสินใจของผู้ประกอบการชาวเกาหลีใต้ ที่จะลงทุนในสหรัฐนับจากนี้ โดยเฉพาะเมื่อประเมินความเป็นไปได้ของการดำเนินงานโดยตรงในอเมริกา


ทั้งนี้ เกาหลีใต้ซึ่งเป็นประเทศที่มีขนาดเศรษฐกิจใหญ่เป็นอันดับที่ 4 ของทวีปเอเชีย เป็นหนึ่งในผู้ลงทุนรายใหญ่ที่สหรัฐ โดยบริษัทหลายแห่งมีการลงทุนมากขึ้น พร้อมทั้งประกาศแผนขยายการลงทุนอีกในอนาคต เพื่อลดแรงเสียดทานจากมาตรการภาษีของรัฐบาลวอชิงตัน.

เครดิตภาพ : AFP