เมื่อวันที่ 25 ก.ย. ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ในวันที่ 26 ก.ย.68 ศาลปกครองกลางได้นัดอ่านคำพิพากษา คดีที่สภาผู้บริโภคยื่นฟ้องเพิกถอนมติ กสทช. กรณีการควบรวมธุรกิจโทรคมนาคมระหว่างบริษัท ทรู คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ ทรู และบริษัท โทเทิ่ล แอ็คเซ็ส คอมมูนิเคชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ ดีแทค หลังถูกมองว่ากระทบสิทธิผู้ใช้บริการและทำให้ตลาดมือถือไทยเกินการผูกขาดเหลือผู้เล่นหลักเพียง 2 ราย  โดยทางสภาผู้บริโภคยื่นฟ้อง กสทช. มาตั้งแต่ พ.ย.65  โดยทางศาลชั้นต้นไม่รับ แต่ต่อมาในเดือน ต.ค.66 ศาลปกครองสูงสุดกลับคำสั่งและมีมติให้รับฟ้อง โดยชี้ว่าบริการโทรคมนาคมเป็นบริการสาธารณะขั้นพื้นฐานที่มีผลกระทบต่อประชาชนจำนวนมาก อีกทั้งเป็นอุตสาหกรรมที่มีลักษณะกึ่งผูกขาดโดยธรรมชาติ ดังนั้นการควบรวมย่อมส่งผลต่อการแข่งขันและสิทธิผู้บริโภคในวงกว้าง จึงควรอยู่ในอำนาจศาลพิจารณา

ทั้งนี้การยื่นฟ้องของสภาผู้บริโภค เนื่องจากมองว่า  การควบรวมทรู-ดีแทค ทำให้เหลือผู้ให้บริการหลักเพียง 2 ราบ ทำให้ผู้บริโภคถูกจำกัดทางเลือก ค่าบริการสูงขึ้น คุณภาพการให้บริการลดลงอย่างชัดเจน โดยอ้างอิงจากงานวิจัย ของ 101 Public Policy Think Tank ที่ติดตามผลจากการควบรวมมือถือและอินเทอร์เน็ตบ้านตลอด 3 ปีที่ผ่านมา ที่ได้เผยแพร่รายงานเมื่อ ก.ค. 68 พบว่า ผู้บริโภคทั้งแบบเติมเงินและรายเดือนต้องเผชิญค่าบริการสูงขึ้น โดยเฉพาะกลุ่มเติมเงินที่เพิ่มขึ้นถึง 12–16% ซึ่งเป็นกลุ่มใหญ่ถึง 80% ของผู้ใช้มือถือ และส่วนใหญ่มีรายได้น้อย นอกจากนี้ สภาผู้บริโภคชี้ว่า กสทช. ยังละเลยหน้าที่กำกับดูแลเพื่อคุ้มครองผลประโยชน์สาธารณะ ไม่บังคับใช้เงื่อนไขการควบรวมที่ควรลดค่าบริการเฉลี่ยลง 12% และเปิดโอกาสให้ผู้ให้บริการเครือข่ายเสมือน (เอ็มวีเอ็นโอ) เข้าสู่ตลาดมากขึ้น

นอกจากนี้ผลการศึกษายังระบุว่าแพ็กเกจราคาต่ำสุดหลายรายการที่เคยมีได้หายไป เช่น อินเทอร์เน็ตบ้านแบบไม่อั้นที่เคยเริ่มต้นเพียง 100 บาทต่อเดือน ปัจจุบันราคาขั้นต่ำขยับขึ้นไปที่  191 บาท สิ่งเหล่านี้สะท้อนถึงการลดลงของการแข่งขันและการเข้าถึงบริการที่ยากขึ้น ขณะที่คุณภาพสัญญาณและการให้บริการไม่ดีขึ้นตามราคา  ซึ่งการตัดสินของศาลปกครองกลางในวันที่ 26 ก.ย.นี้ จึงถูกมองว่าจะเป็นคดีประวัติศาสตร์ เกี่ยวกับอุตสาหกรรมโทรคมนาคม และจะถือเป็นบรรทัดฐานต่อการกำกับดูแลในอุตฯ  การแข่งขัน รวมถึงสิทธิในการเลือกใช้บริการของประชาชนในอนาคตด้วย