วันที่ 26 ก.ย. กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในภาค 4 (กอ.รมน.ภาค 4) นำโดย พล.ท.อนุสรณ์ โออุไร แม่ทัพน้อยที่ 4/รอง ผอ.รมน.ภาค 4 ลงพื้นที่ดำเนินการแก้ไขปัญหาอาคารวิลล่าหรูบนเกาะสมุย ภายใต้แนวทาง “สมุยโมเดล” โดยตรวจสอบสิ่งปลูกสร้างในพื้นที่ลาดชันสูงจำนวน 24 จุด ครอบคลุมพื้นที่ทั้งเกาะ

จากการเข้าตรวจสอบ พบการกระทำผิด 93 ราย ใน 5 พ.ร.บ. ได้แก่ การควบคุมอาคาร ก่อสร้าง โรงแรม สิ่งแวดล้อม และการประกอบธุรกิจของชาวต่างชาติ พร้อมแจ้งความต่อ กองบังคับการปราบปรามการกระทำผิดเกี่ยวกับทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (ป่าไม้-สิ่งแวดล้อม)

นอกจากนี้ยังพบเจ้าหน้าที่รัฐเกี่ยวข้อง จึงรายงานต่อ ป.ป.ช.จังหวัดสุราษฎร์ธานี และล่าสุด ป.ป.ช.ภาค 8 ร่วมกับ ป.ป.ช.จังหวัดสุราษฎร์ธานี เปิดโครงการ “ปักหมุดหยุดทุจริต” เพื่อตรวจสอบการมีส่วนเกี่ยวข้องของเจ้าหน้าที่รัฐ และการใช้คนไทยเป็นนอมินีของชาวต่างชาติ

พล.ต.ต.เสริมพันธุ์ ศิริคง ผบก.ภ.จว.สุราษฎร์ธานี / ผอ.ศปชก.สุราษฎร์ธานี เปิดเผยว่า ศปชก.ภ.จว.สุราษฎร์ธานี ดำเนินการสืบสวนและจับกุมชาวต่างชาติที่ประกอบธุรกิจโดยใช้นอมินีบนเกาะสมุย เกาะพะงัน และเกาะเต่า ระหว่างกรกฎาคม 2567 ถึง 25 กันยายน 2568 รวม 18 คดี

คดีที่ถึงที่สุดแล้ว ได้แก่

นายลูก้า เซ็นซูนี่ (อิตาลี) ใช้นอมินีไทยเปิดร้านกาแฟ ศาลจังหวัดเกาะสมุยจำคุก 1 ปี ปรับ 110,000 บาท และชาวไทยอีก 3 ราย คนละ 6 เดือน ปรับ 50,000 บาท โทษจำคุกรอลงอาญา 2 ปี

นางสาวซู ซู เอ้ (เมียนมา) และ นางสาวปาริฉัตร ฝาไธสง เปิดบริษัทบริการต่อวีซ่านักท่องเที่ยว ศาลสั่งให้เลิกกิจการ พร้อมปรับวันละ 10,000 บาท หากฝ่าฝืน และจำคุก 9 เดือน

ส่วนคดีอยู่ระหว่างสอบสวนอีก 11 คดี เกี่ยวข้องกับบริษัทอสังหาริมทรัพย์ที่ชาวต่างชาติถือหุ้น 49% และสำนักงานกฎหมาย-บัญชีสนับสนุนการจัดตั้งบริษัทเพื่อหลีกเลี่ยงภาษี รวมถึงเปลี่ยนผู้ถือหุ้นหลังขายอสังหาริมทรัพย์

พ.ต.อ.ศิริชัย สุขสาตต์ รอง ผบก.ภ.จว.สุราษฎร์ธานี ระบุว่า มีคดีสำคัญกำลังสอบสวน คือ ชาวเยอรมันเจ้าของโครงการวิลล่าหรูบนเขาเฉวงน้อย มูลค่าร่วมหมื่นล้านบาท โดยล่าสุดสั่งฟ้องแล้ว 3 คดี

การปฏิบัติการครั้งนี้สะท้อนความร่วมมือของกองทัพ ภาครัฐ และตำรวจท้องถิ่นในการแก้ไขปัญหาการบุกรุกที่ดินของรัฐ และปราบปรามความไม่โปร่งใสในธุรกิจชาวต่างชาติบนเกาะท่องเที่ยวสำคัญของประเทศ