เมื่อวันที่ 27 ก.ย. 68 พ.อ.(พิเศษ) พงศ์เพชร เกษสุภะ อดีตมือปราบปรามการบุกรุกทรัพยากรป่าไม้ชื่อดัง หรือผู้การช้าง กล่าวว่า ตามที่มีนักการเมืองของพรรคการเมืองพรรคทั้ง 2 พรรค ได้โฆษณาชวนเชื่อไว้ใน facebook หรือ tiktok หรือสื่ออื่นๆ ว่า พ.ร.บ.นิรโทษกรรมบุคคลผู้ถูกดําเนินคดีบุกรุกป่า จะช่วยเหลือเฉพาะผู้ยากไร้ ผู้มีรายได้น้อย และผู้ที่ไร้ทำกินเท่านั้น ไม่ช่วยเหลือนายทุน หรือ ผู้มีอิทธิพล หรือ นักการเมือง ฯลฯ

ผู้การช้าง กล่าวว่า เป็นเรื่องไม่จริง โกหกทั้งเพ บุคคลโดยทั่วไปที่มีความรู้ด้านกฎหมายบ้าง ถ้ามาอ่าน หรือเห็น พ.ร.บ.ร่างนิรโทษกรรมผู้ถูกดำเนินคดีบุกรุกป่า ตามมาตรา 3 วรรคแรก ของพรรคการเมืองหนึ่ง ที่ร่างไว้ว่า บรรดาการกระทำทั้งหลายทั้งสิ้นของบุคคลใด ๆ ที่ได้กระทำความผิดเกี่ยวกับการบุกรุก ยึดถือ ครอบครอง ก่อสร้าง แผ้วถางเผาป่า ทำลายหรือกระทำด้วยประการใด ๆ อันเป็นการทำให้เสื่อมเสียสภาพป่า ตามมาตรา 4 ไม่ว่ากระทำในฐานะเป็นตัวการ ผู้สนับสนุน ผู้ใช้ให้กระทำผิดหรือผู้ถูกใช้ ซึ่งได้กระทำก่อนวันที่ 1 ธันวาคม 2497 จนถึงวันที่พระราชบัญญัตินี้มีผลใช้บังคับ หากการกระทำนั้นผิดกฎหมาย ให้การกระทํานั้นไปเป็นความผิดและให้ผู้กระทําพ้นจากความผิด และความรับผิดทั้งในทางคดีอาญาทางแพ่งและทางปกครองโดยสิ้นเชิง

อีกทั้งร่าง พ.ร.บ.นิรโทษผู้ดำเนินคดีบุกรุกป่า ตามมาตรา 5 วรรคแรก ของอีกพรรคการเมืองหนึ่ง เขียนไว้ว่า ให้บุคคลที่ถูกดําเนินคดีในข้อหาหรือฐานความผิดเกี่ยวกับการ บุกรุกยึดถือครอบครองทําลายหรือกระทําด้วยประการใด ๆ อันเป็นการทําให้เสื่อมเสียแก่สภาพป่าในเขตป่าไม้แห่งชาติ เขตห้ามล่าสัตว์ป่า หรือเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าที่ได้ประกาศไว้ตามกฎหมาย ดังต่อไปนี้ ซึ่งเป็นเหตุเกิดตั้งแต่วันที่ 30 มิ.ย พ.ศ. 2541 จนถึงวันที่พระราชบัญญัตินี้มีผลใช้บังคับได้รับการนิรโทษกรรมตามพระราชบัญญัตินี้ (1) ผู้ที่ได้ครอบครองและทําประโยชน์ในที่ดินก่อนวันที่ประกาศเป็นพื้นที่สงวนหวงห้ามตามกฎหมายครั้งแรก (หมายถึงบุคคลผู้ถูกดำเนินคดีบุกรุกป่า ถ้าได้บุกรุกก่อนประกาศเป็นเขตป่าสงวนแห่งชาติ ก่อนประกาศเป็นเขตอุทยานแห่งชาติ เป็นต้น)(2) ผู้ที่ได้ครอบครองและทำประโยชน์ในที่ดิน ภายหลังที่ประกาศเป็นพื้นที่สงวนหวงห้ามตามกฎหมายครั้งแรก แต่ได้รับการผ่อนผันตามมติครมเมื่อวันที่ 30 มิ.ย. 2541 เรื่องการแก้ไขปัญหาที่ดินในเขตป่าไม้ (หมายความว่าบุคคลผู้ที่ถูกดำเนินคดีบุกรุกป่า หลังจากประกาศเป็นเขตป่าสงวนแห่งชาติ ประกาศเป็นเขตอุทยานแห่งชาติ ฯลฯ เป็นบุคคลผู้ได้รับการผ่อนผันให้อยู่อาศัยและทำกิน ในเขตป่าสงวนแห่งชาติ หรือในเขตอุทยานแห่งชาติ ฯลฯ ตามติ ครม. 30 มิถุนายน 2541 แต่บุคคลเหล่านี้ได้ทําการฝ่าฝืนเงื่อนไขตามมติ ครม. 30 มิ.ย. 2541 ด้านป้องกัน โดยทำการบุกรุกป่าใหม่หรือขยายพื้นที่ทำกินเพิ่มเติม หรือซื้อ-ขาย ที่ดินในเขตป่าสงวนแห่งชาติ หรือซื้อ-ขายในที่ดินอุทยานแห่งชาติ เป็นต้น เงื่อนไขด้านป้องกันตามมติ ครม. 30 มิ.ย. 2541 ได้เขียนไว้ชัดเจนว่า ให้ดำเนินคดีตามกฎหมายกับผู้ฝ่าฝืนตามเงือนไขอย่างเฉียบขาด)

ผู้การช้าง กล่าวอีกว่าจะเห็นได้ว่า ร่าง พ.ร.บ.นิรโทษกรรมทั้ง 2 ฉบับ และทั้ง 2 พรรคการเมือง ไม่ได้เขียนไว้เป็นการเฉพาะว่าเลยว่าจะให้แก่บุคคล “ผู้ยากไร้ ผู้มีรายได้น้อย หรือผู้ที่ไร้ทำกิน” เหมือนกับคําสั่ง คสช.ที่ 66/57 ลงวันที่ 17 มิ.ย. 2557 ในเรื่องการป้องกันและปราบปรามการบุกรุกทรัพยากรป่าไม้ ที่ระบุไว้ชัดเจนว่า “การดําเนินการใดๆ ในการป้องกันและปราบปรามการบุกรุกทรัพยากรป่าไม้ จะต้องไม่ส่งผลกระทบต่อประชาชนผู้ยากไร้ ผู้ที่มีรายได้น้อย และผู้ไร้ที่ดินทํากิน ที่อยู่อาศัยหรือทำกินในที่เดิมๆ ในป่า” ต่างกับร่างทั้ง พ.ร.บ.นิรโทษกรรมผู้ถูกดำเนินคดีบุกรุกป่า ทั้ง 2 ฉบับ ทั้ง 2 พรรคการเมือง ไม่ได้ระบุข้อความดังกล่าวไว้เลย ทําให้รู้เลยว่าทั้ง 2 พรรคการเมือง มีเจตนาซ่อนเร้นอำพรางกฎหมายไว้ในร่าง พ.ร.บ.นิรโทษกรรม ที่จะช่วยเหลือบุคคลที่ถูกดําเนินคดีผู้บุกรุกป่า รวมถึงนายทุน ผู้มีอิทธิพล หรือนักการเมือง ฯลฯ

ผู้การช้าง ยังได้กล่าวต่อว่า เพราะร่าง พ.ร.บ.นิรโทษกรรมดังกล่าว มาตรา 3 มาตรา 5 หรือมาตราอื่นๆ ในร่าง พ.ร.บ.นิรโทษกรรมดังกล่าว ใช้คำว่า “บุคคล” ไม่ใช้คําว่า “ผู้ยากไร้ ผู้มีรายได้น้อย หรือผู้ไร้ที่ทำกิน” และ “บุคคล” ตามพจนานุกรมไทย หมายถึง บุคคลธรรมดา และนิติบุคคล และบุคคลธรรมดา หมายถึง คนหรือมนุษย์ ซึ่งสามารถมีสิทธิและหน้าที่ตามกฎหมาย เช่น ประชาชนทั่วไป นายทุน ผู้มีอิทธิพลหรือนักการเมือง ก็ถือว่าเป็นบุคคล ตามความหมายพจนานุกรมไทย เพราะฉะนั้น บุคคลที่ถูกดําเนินคดีบุกรุกป่า รวมหมายถึงบุคคลที่เป็นประชาชนที่ฝ่าฝืนเงือนไขตามมติ ครม. 30 มิ.ย. 2541 ที่ทำการบุกรุกป่าใหม่ หรือขยายที่ดินทำกินเพิ่มเติม หรือ มีการซื้อ-ขายที่ดิน ในป่า นายทุน ผู้มีอิทธิพล นักการเมืองของพวกตัวเองด้วย ฯลฯ ก็ได้รับอานิสงส์จากร่าง พ.ร.บ.นิรโทษกรรมดังกล่าวด้วย

ผู้การช้าง กล่าวว่า ถึงแม้จะอ้างว่า จะมีคณะกรรมการนิรโทษกรรม มาช่วยพิจารณา ให้ความเห็นชอบ และวินิจฉัยชี้ขาดก่อนก็ตาม แต่ก็ต้องพิจารณาตามข้อกฎหมาย เมื่อร่างพ.ร.บ.นิรโทษดังกล่าว ใช้คำว่า “บุคคล “ไม่ใช้คําว่า “ผู้ยากไร้ ผู้มีรายได้น้อย หรือผู้ที่ไร้ทำกิน” ทำให้คณะกรรมการนิรโทษกรรมดังกล่าว มีอำนาจใช้ดุลพินิจในพิจารณาให้กับนายทุน ผู้มีอิทธิพล นักการเมือง หรือบุคคลอื่นๆ ที่ถูกดําเนินคดีในข้อหาบุกรุกป่าได้ เพราะมีมาตรากฎหมายดังกล่าวในร่าง พ.ร.บ.นิรโทษกรรมบุคคลผู้ถูกดำเนินคดีบุกรุกป่า ที่แอบเปิดช่องไว้ให้

ผู้การช้าง เห็นว่า การที่พรรคการเมืองดังกล่าวโฆษณาว่าร่าง พ.ร.บ.นิรโทษกรรมบุคคลที่ถูกดำเนินบุกรุกป่าดังกล่าว จะช่วยเฉพาะ “ผู้ยากไร้ ผู้มีรายได้ ผู้ไร้ที่ดินทำกิน” นั้น ขัดกับข้อความและข้อกฎหมายตามมาตรา 3 มาตรา 5 และมาตราอื่นๆ ในร่าง พ.ร.บ.นิรโทษกรรมดังกล่าว เป็นโฆษณาเพื่อหาเสียงให้กับพรรคการเมืองของตนเอง ทำให้พรรคการเมืองของตนเองเองดูดีในสายตาประชาชนที่แท้จริงแล้ว เป็นการช่วยบุคคลที่เป็นประชาชนที่ไม่เคารพกฎหมายบุกรุกทำลายป่าธรรมชาติที่สมบูรณ์จนกลายสภาพเป็นภูเขาหัวโล้นที่พบเห็นกันอยู่ทั่วไป ช่วยนายทุน ผู้มีอิทธิพล หรือนักการเมืองที่เป็นพวกของตัวเอง ฯลฯ

ผู้การช้าง ยังกล่าวต่อไปว่า การโฆษณาดังกล่าว อาจจะมีความผิด ตาม พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ 2560 มาตรา 14 (1) น่าจะเกิดความเสียหายแก่ประชาชน เพราะทำให้ประชาชนเข้าใจว่าบุกรุกป่าในวันนี้ จนถึงวันที่ พ.ร.บ. ประกาศใช้ ยังไงก็ได้รับการนิรโทษกรรม และยังได้ที่ดินของรัฐที่บุกรุกคืนกลับมาอีก ทำให้ประชาชนยอมถูกดำเนินคดี เพราะการโฆษณาเท็จดังกล่าว (2) น่าจะเกิดความเสียหายแก่ทรัพยากรพื้นที่ป่าไม้ ซึ่งเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดิน อันเป็นโครงสร้างพื้นฐาน อันเป็นประโยชน์สาธารณะของประเทศ เพราะทําให้มีการบุกรุกพื้นที่ป่าไม้มากขึ้น กระทบกระเทือนถึงความมั่นคงของประเทศ เพราะประชาชนจะการแย่งชิงที่ดินในป่า และบุกรุกป่ามากขึ้น มีการดําเนินคดีบุกรุกป่ามากขึ้น ทําให้การบังคับใช้กฎหมายเป็นเป็นไปด้วยความยากลําบาก และอาจจะขัดกับรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย มาตรา 50 (2) (3) (9) และมาตรา 53 และอาจจะมีความผิดมาตรฐานทางจริยธรรมอย่างร้ายแรงของสมาชิกผู้แทนราษฎร ข้อ 6 และข้อ 21

“พฤติการณ์และกระทําดังกล่าวของนักการเมืองผู้เสนอร่าง พ.ร.บ.นิรโทษกรรมผู้ถูกดำเนินคดีบุกรุกป่า ของพรรคการเมือง 2 พรรคดังกล่าว อาจจะสามารถเทียบเคียงกับคําวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญ ที่ศาลรัฐธรรมนูญ ได้ยุบพรรคหนึ่งมาแล้ว ตามคําวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ ในวันที่ 7 ส.ค. 2567 และนักการเมืองผู้รับหลักการในวาระ 1 วาระ 2 และวาระ 3 อาจจะโดนหางเลขไปด้วย ถ้าเรื่องดังกล่าวถึงศาลรัฐธรรมนูญต่อไป” ผู้การช้าง กล่าวทิ้งท้าย