แม้เป็นการเพียงการเลือกตั้งซ่อม แต่ก็ถือว่ามีความหมายกับสองพรรคการเมือง เพราะเกี่ยวข้องกับคะแนนนิยม และส่งผลต่อการเลือกตั้งครั้งหน้า คือ ศึกเลือกตั้งซ่อม สส.ศรีสะเกษ เขต 5 ซึ่งเป็นการต่อสู้กันระหว่าง “พรรคเพื่อไทย (พท.)” ในฐานะแชมป์เก่า ส่ง “กุ้ง” ภูริกา สมหมาย ผู้สมัคร สส.หมายเลข 1 ลงชิงชัย ส่วนคู่แข่งคือพรรคภูมิใจไทย (ภท.) ส่ง “อีฟ” จินณ์ตวรรณ ไตรสรณกุล ผู้สมัคร สส. หมายเลข 2 เนื่องจากพื้นที่มีการเลือกตั้งซ่อมเป็นจังหวัดที่ติดอยู่กับชายแดนไทย-กัมพูชา ดังนั้นกระแสชาตินิยมจึงมีส่วนสำคัญ และอาจกระทบกับพรรค พท. เพราะปัญหาความขัดแย้งที่เกิดขึ้นของสองประเทศ หลายคนเชื่อว่าจุดเริ่มมาจากคลิปเสียงของ “น.ส.แพทองธาร ชินวัตร” อดีตนายกฯ กับ “สมเด็จฮุน เซน” ประธานวุฒิสภากัมพูชา ซึ่งอาจมีผลต่อการตัดสินใจของประชาชน ที่มีสิทธิลงคะแนนในการเลือกตั้ง เพราะความขัดแย้งที่เกิดขึ้น มีผลต่อการใช้ชีวิต และการทำธุรกิจตามแนวชายแดน

อีกทั้งผลการเลือกตั้งที่เกิดขึ้น อาจชี้ให้เห็นทิศทางในการเลือกตั้งครั้งหน้าและมีผลต่อพรรค พท. ซึ่งยึดครองเก้าอี้ สส. ในพื้นที่ภาคอีสาน มาเป็นอันดับหนึ่งตลอด ในช่วง 20 ปีที่ผ่านมา ถ้าคว้าชัยชนะในครั้งนี้ได้ อาจยังตรึงเก้าอี้ สส. ในเขตอีสานใต้ นครราชสีมา ศรีสะเกษ สุรินทร์ บุรีรัมย์ และจังหวัดติดชายแดนประเทศกัมพูชา จ.อุบลราชธานี ไว้ได้ และอาจไม่มี สส. ไหลออกจากพรรค พท. เพราะมองว่า กระแสความนิยมของพรรคยังไม่ตกต่ำ หลังล้มเหลวจากการเป็นแกนนำพรรคร่วมรัฐบาล 2 ปีที่ผ่านมา นอกจากนี้คุณสมบัติของ “น.ส.แพทองธาร” ก็มีปัญหา หลังศาลรัฐธรรมนูญ (รธน.) วินิจฉัยให้พ้นจากตำแหน่งนายกฯ เนื่องจากมีเรื่องจริยธรรมติดตัวอยู่ เลยมีคำถามว่า พรรค พท. จะชูใครเป็นนายกฯ ในการเลือกตั้งครั้งหน้า แม้ว่า “คุณหญิงพจมาน ดามาพงษ์” จะปลุกขวัญ สส. ขอให้สู้ๆ แต่ความนิยมของพรรค พท. และความเชื่อมั่นในศักยภาพของ “นายทักษิณ ชินวัตร” อดีตนายกฯ ก็ลดน้อยลง อีกทั้งยังต้องกลับเข้าไปอยู่ในเรือนจำ ผลเลือกตั้งที่ จ.ศรีสะเกษ จึงมีความหมายต่ออดีตแกนนำพรรคร่วมรัฐบาล และการตัดสินใจของ สส.พรรค พท. ที่จะไปต่อกับพรรค หรือหวังไปสร้างอนาคตกับพรรคการเมืองอื่น

ส่วนพรรค ภท. ภายใต้การนำของ “นายอนุทิน ชาญวีรกูล” ซึ่งปัจจุบันมีสถานะเป็นนายกฯ และรมว.มหาดไทย คงหมายมั่นปั้นมือให้ผู้สมัครของพรรคคว้าชัยชนะ เพื่อสร้างกระแสให้พรรคสีน้ำเงิน หลังจากได้เป็นแกนนำรัฐบาล ก็มี สส. จากพรรคต่างๆ ไหลเข้าสมัครเป็นสมาชิกอย่างต่อเนื่อง วันนี้หลายคนเชื่อว่าพรรคสีน้ำเงิน หวังได้ สส. จำนวนร้อยขึ้น เป้าหมายคือแซงหน้าพรรค พท. ส่วนจะได้เป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาลหรือไม่ ต้องรอกระแสในช่วงใกล้เลือกตั้งใหญ่อีกครั้ง

แต่พรรค พท. ยังมีข่าวร้ายตามมา เมื่อนายชูวิทย์ พิทักษ์พรพัลลภ อดีต สส.อุบลราชธานี พรรค พท. ได้ทำหนังสือถึงนายทะเบียนสมาชิกพรรค พท. เพื่อขอลาออกจากสมาชิกพรรคเพื่อไทย โดยเนื้อหาระบุว่า “เขียนที่ จังหวัดอุบลราชธานี เมื่อวันที่ 25 ก.ย. 2568 เรื่องขอลาออกจากการเป็นสมาชิกพรรค พท. ตั้งแต่วันที่ 25 ก.ย. 68 เป็นต้นไป จึงเรียนมาเพื่อโปรดทราบและดำเนินการต่อไป”

ด้าน “น.ส.สุดารัตน์ พิทักษ์พรพัลลภ” สส.อุบลราชธานี พรรคเพื่อไทย โพสต์เฟซบุ๊กว่า เส้นทางในชีวิตคนเรามีหลายเส้นทาง แต่มี 2 เส้นเท่านั้นแหละที่เราต้องเดิน เส้นหนึ่งที่อยากเดินเส้นทางนี้เรียกว่า เส้นทางแห่งความฝัน อีกเส้นหนึ่ง แม้ไม่อยากเดินก็ต้องเดิน นั่นคือเส้นทางแห่งความเป็นจริง ทำให้หลายคนตีความ ต่อไป สส.สุดารัตน์ จะลาออกจากพรรค พท. ตามบิดาหรือไม่ เพราะ จ.อุบลราชธานี อยู่ติดกับชายแดนไทย-กัมพูชา ด้วย

ส่วนการทำหน้าที่ตรวจสอบนโยบายรัฐบาลนายอนุทิน ชาญวีรกูล นั้น พรรค พท. ได้โชว์แคมเปญโดยเพจเฟซบุ๊กพรรค พท. โพสต์ข้อความระบุว่า 4 เดือนยุบสภา หรือจะเป็น 4 เดือนยุบคดี 4 นโยบายรัฐบาลอนุทิน หรือจะเป็น 4 ข้อหายนะ? ขาดโอกาส ขาดคนมีฝีมือ ขาดความโปร่งใส ขาดอนาคตประชาธิปไตย รัฐบาลชุดนี้จะพาคนไทยเดินไปทิศทางไหน?​ 29-30 ก.ย. ร่วมจับตาแถลงนโยบายของรัฐบาลไปด้วยกัน

“นายสุทิน คลังแสง” สส.บัญชีรายชื่อ พรรค พท. กล่าวถึงการเตรียมความพร้อมในการอภิปรายแถลงนโยบายต่อรัฐสภา ว่า จะสอบถาม 4 เดือนของรัฐบาลพรรค ภท. นโยบายที่จะทำ แน่ใจว่าทำได้หรือ นอกจากนี้ตัวบุคคลที่คัดเข้ามาเป็นรัฐมนตรี มั่นใจว่าได้รับความเชื่อมั่นเชื่อถือจากทั้งต่างชาติและในประเทศ และจะได้รับความร่วมมือจากข้าราชการหรือ ซึ่งเรื่องหลักที่สังคมสงสัยมากว่า จะเอาอย่างไรกับเรื่องฮั้ว สว. และเขากระโดง รวมถึงเรื่องการแก้ รธน. คุณสามารถแก้ได้จริง และจริงใจที่จะทำจริงหรือไม่ใน 4 เดือน เมื่อถามว่ามีรัฐมนตรีคนไหนที่จะถูกตั้งคำถามเป็นพิเศษในการแถลงนโยบายรัฐบาลครั้งนี้ นายสุทิน กล่าวว่า รอติดตามในวันแถลงนโยบาย แต่ไม่น่าจะผิดความคาดหมายไปจากสังคม เรื่องคุณสมบัติรัฐมนตรีที่ยังเป็นที่เคลือบแคลง ความรู้ความสามารถที่เหมาะสม กับงานหรือไม่ของแต่ละคน โดย สส. ของพรรค 20 คน ที่จะร่วมอภิปราย 

เมื่อถามว่า มองนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาลใหม่อย่างไรบ้าง นายสุทิน กล่าวว่า พรรคคุยกันว่า เป็นมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ ที่คิดว่าทำไม่ได้ ใช้เงินเยอะ ไม่สอดคล้องกับสภาพการเงินการคลังของประเทศ เมื่อถามย้ำว่าเมื่อเสร็จสิ้นการแถลงนโยบายของรัฐบาล จะมีการต่อยอดไปถึงการอภิปรายไม่ไว้วางใจเลยหรือไม่ นายสุทิน กล่าวว่า “ยังไม่ได้พูดคุยกัน แต่หากรัฐบาลทำอะไรที่สุ่มเสี่ยงที่จะเสียหาย หรือทำในสิ่งที่สังคมวิตกอยู่ ถ้าคุณทำปั๊บเราก็เปิดปุ๊บ” เมื่อถามว่า มองว่ารัฐบาลใหม่จะอยู่ครบ 4 เดือนหรือไม่ นายสุทิน กล่าวว่า 4 เดือนคงพอไปได้ แต่จะไปแบบอิหลักอิเหลื่อ และจะเป็น 4 เดือนที่ประเทศเสียหายมากกว่า ที่สำคัญเราคิดว่าจิตใจเขาเป็น 4 เดือน เพื่อภารกิจพิเศษของเขาเท่านั้นเอง โดยระบบนิติรัฐ ระบบประชาธิปไตย ระบบรัฐสภาจะเสียหายมาก

“ส่วนเรื่องเกี่ยวกับฮั้ว สว. เรื่องเขากระโดง เขาคงทำ ซึ่งถ้าทำจะกระทบกับนิติรัฐแน่นอน รวมถึงระบบสภาที่มีการซื้อกัน ระดม สส. ช้อป สส. เข้าพรรค จะเป็น 4 เดือนที่ดูน่าเกลียดมาก เรื่องเขากระโดง และฮั้ว สว. เริ่มต้นก็เห็นแล้วว่ามีการตั้งคนของตัวเองมาเป็น รมว.ยุติธรรม อ้าปากก็เห็นลิ้นไก่ วางคนของตัวเองเข้ามาคุมเรื่องนี้ ส่วนมีเทคนิคการทำอะไรอย่างไร เราคิดว่าแทรกแซงแน่ แต่เนียนหรือไม่เนียน ต้องไปดูต่อไป” นายสุทิน กล่าว

ด้าน นายอนุสรณ์ เอี่ยมสะอาด สส.บัญชีรายชื่อ พรรค พท. กล่าวถึงการเตรียมความพร้อมในการอภิปรายนโยบายรัฐบาล ว่า พรรคพร้อมมากในฐานะฝ่ายค้านแท้ในระบบรัฐสภา ไม่ใช่ฝ่ายค้ำในบันทึกข้อตกลงสนับสนุนการจัดตั้งรัฐบาล (เอ็มโอเอ) ระหว่างพรรค ภท. กับพรรค ปชน. จนถึงขณะนี้ยังไม่สามารถเชื่อได้ว่ารัฐบาลเสียงข้างน้อยจะยุบสภาในระยะเวลา 4 เดือนจริงหรือไม่ ดังนั้นเตรียมขุนพลอภิปรายพร้อมตั้งคำถาม 4 เดือนยุบสภา หรือจะเป็น 4 เดือนยุบคดี 4 นโยบายรัฐบาลอนุทิน หรือจะเป็น 4 ข้อหายนะ ซึ่งจะชี้ให้เห็นถึงการขาดโอกาส ขาดคนมีฝีมือ ขาดความโปร่งใส ขาดอนาคตประชาธิปไตย จนไม่มั่นใจว่ารัฐบาลชุดนี้ จะพาคนไทยเดินไปทิศทางไหน ซึ่งมี สส.พรรค พท. แสดงเจตจำนงขอเข้าร่วมการอภิปรายเป็นจำนวนมาก ขอให้มั่นใจว่าจะได้ผู้อภิปรายคุณภาพในการทำหน้าที่ครั้งนี้  

นายอนุสรณ์ กล่าวอีกว่า ขอเชิญร่วมจับตาการแถลงนโยบายของรัฐบาลไปด้วยกันกับพรรค พท. เพราะวันนี้พรรค พท. จะไปฝากความหวังไว้ที่พรรคฝ่ายค้ำในเอ็มโอเอไม่ได้ เพราะเพิ่งโหวตนายอนุทินไปแล้ว จะมั่นใจได้อย่างไรว่าจะตรวจสอบรัฐบาล ที่พวกเขาตั้งมากับมืออย่างเข้มข้น แม้พรรคจะไม่ได้ร่วมเป็นวิปฝ่ายค้านกับพรรค ปชน. แต่จะบริหารจัดการเวลาที่ได้มา 6 ชั่วโมง โดยยึดประโยชน์ของประเทศชาติและประชาชนเป็นสำคัญ ขอยืนยันจะทำหน้าที่ตรวจสอบนโยบายรัฐบาลเสียงข้างน้อยอย่างเข้มข้น ส่วนพรรคฝ่ายค้านใดจะเป็นเดอะแบกเป็นนั่งร้าน หรือเป็นฝ่ายค้ำในเอ็มโอเอ พรรค พท. ไม่มีส่วนเกี่ยวข้อง

ต้องรอดูการทำหน้าที่ของพรรค พท. ในฐานะพรรคฝ่ายค้าน อย่างเต็มรูปแบบ ในการแถลงนโยบายรัฐบาล พรรค พท. จะกู้ศรัทธากลับมาได้หรือไม่ หลังถูกวิจารณ์บทบาทในฐานะการเป็นฝ่ายตรวจสอบ แต่กลับมาทำหน้าที่เป็นองค์ประชุมจนทำให้ พ.ร.บ.อากาศสะอาด ซึ่งเป็นกฎหมายของตนเองต้องสะดุดลง ถูกวิจารณ์ทั้งพรรค ภท. และพรรค ปชน.

“ทีมข่าวการเมือง”