เมื่อเวลา 11.10 น. วันที่ 29 ก.ย. 68 ที่รัฐสภา ในการประชุมรัฐสภาครั้งที่ 1 (สมัยสามัญประจำปี ครั้งที่หนึ่ง) เป็นพิเศษ ในวาระเรื่องด่วน คณะรัฐมนตรีแถลงนโยบายต่อรัฐสภา ตามมาตรา 162 โดยมีนายวันมูหะมัดนอร์ มะทา ประธานรัฐสภา เป็นประธานในที่ประชุม

โดยนายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) กล่าวว่า ขอแสดงความยินดีกับตำแหน่งนายกรัฐมนตรีของนายอนุทิน ถือเป็นนโยบายควิกวิน นโยบายแรกที่ประสบความสำเร็จตั้งแต่ยังไม่แถลงนโยบาย ทั้งนี้สิ่งที่ตนสะดุดเป็นพิเศษคือนโยบายหาเสียงก่อนการเลือกตั้งที่ผ่านมา ล่องหนหายตัวและไม่มีปรากฏอยู่ในนโยบายของรัฐบาลชุดนี้หลายนโยบาย ซึ่งตนขอตั้งคำถามและข้อเสนอแนะที่คิดว่าเป็นประโยชน์ในภาพรวม ส่วนคำตัดพ้อของรัฐบาลที่ปรากฏชัดเจนในหน้า 2 ระบุว่ารัฐบาลชุดนี้มีข้อจำกัด 3 ข้อ คือเวลาจำกัด ไม่ได้จัดทำงบประมาณด้วย และเป็นรัฐบาลเสียงข้างน้อยหรือรัฐบาลเป็ดง่อย ซึ่งเกิดขึ้นเพราะการเมืองภาคพิสดารและรัฐบาลจะโทษใครไม่ได้ เพราะเป็นคนเลือกเอง และเลือกทางเดินนี้ด้วยความเต็มใจ นายกรัฐมนตรีเป็นนักธุรกิจคงบวกลบคูณหารคิดแต่ว่าคุ้ม เนื่องจากว่ากลุ่มที่จะแลกตำแหน่งนายกรัฐมนตรี และแกนนำจัดตั้งรัฐบาลกับข้อจำกัด 3 ข้อที่กล่าวมาข้างต้น

นายจุรินทร์ กล่าวต่อว่า  ตรงนี้คุ้มที่จะเป็นรัฐบาลต่างตอบแทน ฝ่ายหนึ่งได้เป็น คือได้เป็นนายกรัฐมนตรีและได้จัดตั้งรัฐบาล และอีกฝ่ายยุบสภาและแก้ไขรัฐธรรมนูญ ซึ่งหากบอกว่าเวลาเป็นข้อจำกัดก็อาจใช่ แต่หากบอกว่าไม่ถึงกับใช่ ก็สามารถพูดได้ เพราะเรารัฐบาลชุดนี้ไม่ได้อยู่แค่ 4 เดือน แต่อาจจะอยู่ถึง 8-9 เดือน ซึ่งตนมองว่ารัฐบาลชุดนี้มีแต้มต่อมากกว่าข้อจำกัด คือ การที่มีผู้มาลงคะแนนเลือกนายกรัฐมนตรีโดยไม่ขอรับตำแหน่งรัฐมนตรี ทำให้นายกรัฐมนตรี กลายเป็น “หนูตกถังข้าวสาร” เพราะมีเก้าอี้รัฐมนตรีให้แบ่งปันกันเหลือเฟือที่สุดยุคหนึ่งในระบบรัฐสภา  รัฐบาลชุดนี้บริหารราชการแผ่นดินปุ๊บ มีเงินมากองไว้ปั๊บไม่ต้องออกแรง เพราะมีงบเหลือจ่ายปี 2568 อยู่อีกประมาณ 60,000 ล้านบาท และงบประมาณปี 2569 รอใช้เริ่มตั้งแต่วันที่ 1 ต.ค.68 จำนวน 3.78 ล้านล้านบาท เฉพาะงบฉุกเฉินที่เป็นอำนาจนายกรัฐมนตรีอย่างเดียว 98,000 ล้านบาท ซึ่งตนบอกว่าเป็นแต้มต่อไม่ใช่ข้อจำกัด นโยบายสำเร็จรูปเตรียมไว้ให้แล้วโดยผู้มีอำนาจเหนือรัฐธรรมนูญ  (MOA) ที่คิดไว้แล้ว 5 ข้อว่าต้องทำอะไรบ้าง

“การจัดคณะรัฐมนตรีเป็นหัวใจสำคัญ  และเกี่ยวข้องโดยตรงกับนโยบาย สิ่งหนึ่งที่ขอชมว่านายแน่มาก คือการกล้าตั้งรัฐมนตรี ที่แม้แต่รัฐบาลชุดที่แล้วไม่กล้าตั้ง เพราะไม่อยากเสี่ยงเดินตามรอยนายเศรษฐา ทวีสิน อดีตนายกรัฐมนตรี และเมื่อตั้งแล้วต้องรับผิดชอบและขอให้ ครม.ชุดนี้ปฏิบัติภารกิจให้ดีที่สุด และคนนอก ซึ่งส่วนนี้ขอชมด้วยความจริงใจ หลายตำแหน่งนายกรัฐมนตรีจัดได้ดี และถูกฝาทุกตัว แต่น่าเสียดายที่มีบางตำแหน่งเป็นตำแหน่งชักใบให้เรือเสีย และทำให้ ครม.ชุดนี้กระดำกระด่างไป ซึ่งผมเชื่อว่านายกรัฐมนตรีรู้อยู่แก่ใจ ดูได้จากจัดตำแหน่งรัฐมนตรีใน ครม.ชุดนี้ มีการนำคนนอก เปิดตัวด้วยตนเองเกือบทุกคน แต่บางตำแหน่งกลับไม่กล้าเอาออกมาเปิดตัว และทำลับๆ ล่อๆ และสุดท้ายหวยล็อกก็ออกมา” นายจุรินทร์ กล่าว  

นายจุรินทร์ ระบุต่อว่า สำหรับนโยบาย 7 หน้า 5 หมวด ตนขอพูด 6 ประเด็น คือ 1. การตั้งโจทย์ประเทศ ในภาวะ 4 ภัยเศรษฐกิจ ความมั่นคงสังคม และภัยพิบัติธรรมชาติ แต่รัฐบาลตั้งโจทย์ไม่ครบ ซึ่งต้องมีภัยที่ 5 ที่เป็นต้นตอของภัย คือ ภัยจากการทุจริตคอร์รัปชั่น 2. การแก้ไขรัฐธรรมนูญและทำประชามติ เชื่อว่านายกรัฐมนตรี ได้ยินนโยบายนี้ เพราะมีหลายคนบ่นว่าไม่ควรไม่ใช่ และมาผิดที่ผิดเวลา เพราะอยากเห็นการแก้ปัญหาปากท้องมากกว่าแก้รัฐธรรมนูญ  แต่เมื่อรัฐบาลเลือกตำแหน่งรัฐมนตรีกับการแก้รัฐธรรมนูญแล้ว ก็ต้องรับผิดชอบ 3.ปัญหาชายแดนไทย-กัมพูชา รัฐบาลจะรักษาไว้ซึ่งอธิปไตยและเขตแดน ที่เป็นของคนไทยชอบธรรมตามเส้นเขตแดนที่เป็นสากล ถึงวันนี้เชื่อว่าคนไทยได้พิสูจน์แล้วถึงความรักชาติรักแผ่นดินร่วมกัน และคนไทยได้รู้เช่นเห็นชาติเขมรแล้วว่าเป็นอย่างไร สิ่งที่รัฐบาลกำลังเดินอยู่ขณะนี้คือใช้นโยบายการทหาร เศรษฐกิจ การทูตควบคู่กันไป ขอชื่นชม รมว.การต่างประเทศ ที่ทำดีอย่างยิ่ง และนายกฯ พลอยได้หน้าไปด้วย ในเรื่องของบ่อนเขมรที่สร้างล้ำแดนไทยเข้ามา นายกรัฐมนตรี บอกว่าสะกดคำว่า “ยอม” ไม่เป็น ซึ่งรัฐบาลนี้เขียนชัดเจนว่าจะจัดการบ่อนที่ผิดกฎหมายให้สิ้นซาก และบ่อนเขมรที่ล้ำแดนไทยจะจัดการอย่างไร และเวลา 8-9 เดือน นานพอที่รัฐบาลนี้จะจัดการและมีคำตอบให้ นอกจากนี้ MOU จะทำประชามติยกเลิก ซึ่งไม่ระบุว่าเป็น MOU 43 หรือ 44 ซึ่งจะทำประชามติเมื่อไหร่ทำกี่โมง พร้อมกับประชามติแก้ไขรัฐธรรมนูญหรือไม่

นายจุรินทร์ กล่าวต่อว่า 4. ปัญหาพืชผลทางการเกษตร 8 เดือน ยาวพอที่จะคลายทุกข์เกษตรกร ซึ่งเมื่อดูนโยบายจะเป็นคนละเวอร์ชั่นกับตอนหาเสียง เช่น เพราะนโยบายหาเสียงข้าวเกวียนละ 12,000 บาท มันสำปะหลังโลละ 4 บาท กลับไม่ปรากฏ มีแค่นโยบายที่ระบุไว้กว้างๆ ว่าจะบริหารจัดการราคาสินค้าการเกษตรให้อยู่ในราคาที่เหมาะสม ซึ่งการบ้านข้อใหญ่ของรัฐบาลนี้คือ ข้าว มัน ปาล์ม ข้าวโพด รวมถึงผลไม้  5.ส่วนที่รัฐบาลจะรักษาหลักนิติธรรมอย่างเคร่งครัด ซึ่งมีการระบุว่าเจ้าพนักงานคนไหนใช้กฎหมายหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐโดยประโยชน์ทางการเมือง ถือว่าผิดวินัยร้ายแรง และต้องถูกดำเนินคดีอาญา แปลว่าใครที่ไปช่วยหาเสียงเพื่อประโยชน์ทางการเมืองกลั่นแกล้งฝ่ายตรงข้าม รัฐบาลนี้จะจัดการโดยเด็ดขาด ซึ่งตอนนี้กรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) ที่ทำอยู่ 2-3 คดี ไม่ต้องเอ่ยว่าเป็นคดีใดเพราะรู้กันทั้งประเทศ ถ้ายังเดินหน้าทำนโยบายต่อและถ้ายังมีนโยบายนี้จะเข้าข่ายทำผิดตามนโยบายหรือไม่

นายจุรินทร์  กล่าวทิ้งท้ายว่า 6. ขอฝากคาถา 5  ข้อ ไปยังรัฐบาล ว่า 1.ขอให้รัฐบาลได้ระลึกคำถวายสัตย์ปฏิญาณไว้เสมอ คือ ไม่โกง เพราะโกงจะมีอันเป็นไป ทวนเป็นอาวุธมีไว้รบกับกัมพูชา แต่ไม่ได้มีไว้ให้ทิ้งก่อนยุบสภา  2.อย่าใช้ระบบเล่นพรรคเล่นพวกในการโยกย้ายแต่งตั้งข้าราชการ เจ้าหน้าที่ของรัฐ เพราะทำคนดีหมดกำลังใจและทำลายอนาคตประเทศ 3.อย่าเลือกปฏิบัติ ตนไม่ได้หมายความว่ารัฐบาลนี้จะทำ แต่ขอฝากไว้ฐานะ สส. อย่าเลือกพัฒนาเฉพาะพื้นที่ที่เลือก เพราะพื้นที่ที่ไม่เลือกคือคนไทย 4.อย่าลุแก่อำนาจ ซ้ำรอยอดีต เพราะเคยเห็นมาแล้วมีอำนาจบริหาร นิติบัญญัติ สส. สว. องค์กรอิสระ หากเผลอตัวจบไม่สวย เหมือนที่เคยเห็นมา เชื่อว่ารัฐบาลจะไม่ทำ และ 5.อย่าแทรกแซงกระบวนการยุติธรรม เพราะนอกจากทำลายนิติรัฐแล้ว จะเป็นของแสลงของรัฐบาลปัจจุบัน

“หากทำได้ จะกลับมา แต่จะมาเป็นฝ่ายค้านหรือรัฐบาลขึ้นอยู่กับพฤติกรรมการบริหารราชการแผ่นดินและประชาชน” นายจุรินทร์ กล่าว.