เมื่อวันที่ 16 เม.ย. นางอังคณา นีละไพจิตร สว. โพสต์เฟซบุ๊กถึงกรณีการแถลงข่าวของ พล.ท.นรธิป โพยนอก  แม่ทัพภาค 4 และผอ.รมน.ภาค 4 ส่วนหน้า กรณีลอบสังหาร นายกมลศักดิ์ ลีวาเมาะ สส.นราธิวาส พรรคประชาชาติ ว่าถ้าทำเองไม่มีทางรอดนั้น รวมทั้งพาดพิงสถานศึกษาในท้องถิ่นนั้น โดยระบุว่า ชี้แจงยังไงให้ลุกลามบานปลายจนถูกขอให้ออกนอกพื้นที่  คนที่ติดตามการแก้ปัญหา จชต. คงทราบดีว่าไม่บ่อยครั้งนักที่สถาบันการศึกษาทางศาสนาใน จชต. (สถาบันปอเนาะ, สถาบันตาดีกา และสมาพันธ์โรงเรียนเอกชน) จัดประชุมซูรอ และแถลงร่วมกันเพื่อขอให้นายกรัฐมนตรีย้ายแม่ทัพภาค 4 ออกนอกพื้นที่

กรณีแม่ทัพภาค 4 แถลงข่าวเหตุยิง สส.กมลศักดิ์ และพูดเลยเถิดกล่าวหาสถาบันการศึกษาท้องถิ่นว่าเป็นแหล่งบ่มเพาะ (อุดมการณ์) รวมถึงเป็นสถาบันที่ไม่ได้รับการพัฒนาและต้องกลับไปเรียนหนังสือกันใหม่ ซึ่งคำพูดดังกล่าวถือเป็นความไม่เข้าใจในวิถีชีวิตของชาวมลายูมุสลิมใน จชต. ซึ่งใช้ภาษามลายูเป็นภาษาแม่ (mother tongue language) อีกทั้งในการจัดการศึกษาท้องถิ่น ทั้งปอเนาะและตาดีกา ถือเป็นสถาบันการศึกษาที่คนท้องถิ่นภาคภูมิใจ ซึ่งแม้การจัดการศึกษาของปอเนาะดั้งเดิมจะไม่ได้รับการสนับสนุนเงินอุดหนุนการศึกษาจากรัฐ แต่คนท้องถิ่นก็ยังนิยมส่งลูกหลานไปเรียนและปกป้องการศึกษาของท้องถิ่นไว้ การพูดที่ไม่ให้เกียรติและด้อยค่าการศึกษาท้องถิ่นจึงเป็นเรื่องใหญ่ที่กระทบต่อความเชื่อมั่นและความไว้เนื้อเชื่อใจของประชาชนที่มีต่อรัฐบาลมาก

นางอังคณา ระบุต่อว่า ไม่รู้ว่าท่านแม่ทัพเอาความมั่นใจมาจากไหนถึงกล้าใช้คำพูดที่ไม่เคารพและไม่ให้เกียรติคนท้องถิ่นเช่นนี้ หรือมั่นใจว่าสามารถพูดอะไรก็ได้เพราะมีอำนาจมากกว่า ท่านแม่ทัพอาจลืมไปว่าการแก้ปัญหา จชต. ไม่ใช่การใช้อำนาจและอาวุธในการปราบปรามเพียงอย่างเดียว แต่จุดมุ่งหมายสำคัญคือการยุติความรุนแรงและสร้างสันติภาพที่ยั่งยืน ที่ผ่านมาคนทำงานสิทธิมนุษยชนและสันติภาพได้พยายามส่งเสียงเตือนมาโดยตลอด แต่สิ่งที่เกิดขึ้น คือ มีกลุ่มคนพยายามด้อยค่านักสิทธิมนุษยชนโดยใช้ปฏิบัติการ IO เพื่อกล่าวหา โจมตี ใส่ร้ายป้ายสี และคุกคาม ซึ่งการกระทำเช่นนี้ไม่อาจนำไปสู่การสร้างสันติภาพที่ยั่งยืนได้ ที่ผ่านมาแค่เรื่อง ฮ. ยิงกราดบนเขาตะเว การลอบยิง สส.กมลศักดิ์ โดยใช้รถ กอ.รมน. ก็หนักหนาสาหัสมากแล้ว พอมีการกล่าวหาและด้อยค่าสถาบันการศึกษาของท้องถิ่นจึงน่าจะเป็นจุดที่ประชาชนท้องถิ่นไม่สามารถอดทนได้อีกต่อไป ถ้านายกรัฐมนตรี ในฐานะ ผอ.รมน. ยังไม่ลงมาแก้ปัญหาด้วยตนเอง เรื่องนี้น่าจะบานปลายเกินกว่าจะแก้ไขได้ อย่าลืมว่าความไว้เนื้อเชื่อใจระหว่างประชาชนต่อรัฐกว่าจะสร้างได้ต้องใช้เวลานาน และไม่ควรถูกทำลายด้วยคำพูด หรือวิธีคิดของคนเพียงไม่กี่คน.