เมื่อวันที่ 12 พ.ค.69 นายรัศม์ ชาลีจันทร์ อดีตผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงการต่างประเทศ และอดีตทูต โพสต์ว่า คือกระทรวงการต่างประเทศ (กต.) กำลังจะบอกว่านายกฯ พูดผิด พูดไม่รู้เรื่อง ไม่ได้พูดความจริง?
เห็นข่าว กต ออกมาปฏิเสธว่าไทยไม่ได้ตอบตกลงรับข้อเสนอกัมพูชา ในการไปเข้ากระบวนการแก้ปัญหาในกรอบ UNCLOS โดยเฉพาะการบังคับไกล่เกลี่ย (compulsory conciliation) รวมทั้งต้องการพูดคุยโดยตรงกับกัมพูชาในเรื่องนี้มากกว่า
แต่ไม่กี่วันก่อนหน้านี้ นายกฯอนุทินได้โพสต์ข้อความใน FB บอกอย่างชัดแจ้งว่า การไปแก้ปัญหาในกรอบ UNCLOS ที่กัมพูชาเสนอ เป็นสิ่งที่รัฐบาลไทยต้องการ
ซึ่งการเขียนลง FB เช่นนี้ไม่ต่างอะไรกับการประกาศให้โลกรับรู้ และเขาสามารถเอาไปใช้อ้างในศาลระหว่างประเทศได้
แต่สรุปแล้วไทยเราจะเอายังไงแน่? และมันสะท้อนถึงการทำงานที่เป็น “มืออาชีพ” แค่ไหนของ กต?

นายกฯไทยได้ไปป่าวประกาศให้โลกรับรู้ในการประชุมสุดยอดอาเซียนว่าไทยได้ฉีก MOU 44 แต่ฝ่ายเดียวแล้ว (ซึ่งมันขัดหลักการพื้นฐานของกฏหมายระหว่างประเทศว่าด้วยการรักษาคำมั่นสัญญา ที่การยกเลิกฝ่ายเดียวนั้นข้ออ้างของเรามีน้ำหนักเพียงใด แต่ที่บอกว่าเพราะไม่มีความคืบหน้าเพียงแค่นั้น คงไม่พอและเขาก็ต้องมาดูด้วยว่าไม่คืบหน้าเพราะอะไรและใคร ซึ่งก็ไม่รู้ใครเป็นคนแนะให้ใช้ข้ออ้างที่ไร้น้ำหนัก ทำให้ประเทศเสียความน่าเชื่อถือเช่นนี้ แต่ตามหน้าที่ก็ต้องเป็น กต.)
อันนี้ไทยก็เสียแล้ว เพราะเขาสามารถนำไปใช้โจมตีในเวทีระหว่างต่างๆได้ (อย่างน้อยถ้าบอกว่าเนื่องจากบริบทเปลี่ยนไป ที่ปัจจุบันทั้งรัฐบาลและประชาชนทั้งสองประเทศมีความรู้สึกเป็นปฏิปักษ์ต่อกันมาก จึงต้องหาแนวทางอื่น ก็ยังฟังดีกว่า)
แต่ยิ่งหนักไปกว่านั้น พอนายกฯไปประกาศว่าพร้อมไป UNCLOS กต. ก็ออกมาปฏิเสธว่ายังไม่ได้ตกลงจะไป และต้องการเจรจากับกัมพูชาก่อน
ตกลงจะเอายังไงแน่? ตกลง กต. เสนอให้ยกเลิก MOU 44 ที่เป็นกรอบเจรจาทวิภาคี เพื่อที่จะไปขอกัมพูชาเจรจาทวิภาคีใหม่?
คิดได้ยังไงหรือครับ? เราจะขอเจรจาโดยตรงกับกัมพูชา(ซึ่งมันก็คือทวิภาคีนั่นแหละ) เพราะเริ่มไม่แน่ใจ รู้ว่าถ้าไป UNCLOS มีแนวโน้มสูงที่ไทยจะเสียมากกว่าได้ เลยเริ่มไม่แน่ใจจะไปทางนี้ดีไหม เพราะผลเสียตามมามันอาจมากมายมหาศาลต่อประเทศชาติ ?
คำถามคือ แล้วทำไมก่อนบอกเลิก MOU 44 ไม่ไตร่ตรองคิดถึงผลที่ตามมาให้รอบคอบเสียก่อน? ทำไมต้องเร่งรีบทำขนาดนึ้? ที่เหมือนเอื้อประโยชน์เข้าทางฝ่ายกัมพูชาเต็มๆ
เพราะอะไร? ทำไมไม่ลองศึกษาหาแนวทางอื่นๆก่อนให้ถี่ถ้วนที่จะรักษาผลประโยชน์ของเราให้มากที่สุด เช่น การไกล่เกลี่ยประนีประนอมโดยให้มีประเทศที่สาม มาทำหน้าที่ช่วยเหลือ ไม่ว่า จีน หรือนอร์เวย ฯลฯ
ที่ไม่ใช่ไป UNCLOS อย่างกัมพูชาเขาชอบเลย ที่เราอาจต้องเสียหายมหาศาล ตามที่มีผู้เชี่ยวชาญกฏหมายทะเลออกมาเตือนๆ กันก่อนหน้า
จีนก็น่าจะเป็นตัวเลือกที่ดีในการนี้ โดยอาจทำในกรอบขององค์การไกล่เกลี่ยระหว่างประเทศ ( International Organization of Mediation-IOMed) ที่จีนเพิ่งก่อตั้งก็ได้
ที่ไทยยังพอมี leverage และผลการเจรจาไกล่เกลี่ยไม่ผูกมัดทางกฏหมายเท่ากับการไป UNCLOS
ได้ทำการศึกษา ลองไปทาบทามเขาบ้างไหม? ที่แน่ๆสิ่งที่ กต. กำลังทำคือทำให้เกิดความสับสนว่าไทยจะไปทางใดแน่ ซึ่งสะท้อนถึงความไม่พร้อม การขาดการไตร่ตรองล่วงหน้าอย่างรอบคอบดีพอ แล้วก็ออกมาพูดแบบตกลงนายกฯไม่รู้เรื่อง หรือไม่ได้พูดความจริงแบบนี้
เห็นคุยอวยกันนักหนาว่า กต. ยุคนี้เป็น “มืออาชีพ” แท้จริง ผมก็ขอเอาใจช่วยนะครับ
พลาดคราวนึ้เราจะเสียให้เขมรซ้ำเป็นหนที่สาม และมูลค่าความเสียหายคราวนึ้อาจเหลือคณานับ ยิ่งกว่าก่อนหน้า เพราะทรัพยากรอันมีค่าในอ่าวไทยจำนวนมากอาจต้องหลุดลอยไป รวมทั้งการสูญเสียอธิปไตยในทะเลอาณาเขตของเราบางส่วนอีกด้วย
ก็ได้แต่ภาวนาว่าจะไม่เกิดขึ้น แต่อย่างน้อยควรบอกประชาชนไทยให้รับรู้ เข้าใจแต่เนิ่นๆ ว่าสิ่งนี้มีโอกาสจะเกิดขึ้นได้ เมื่อไทยตัดสินใจยกเลิก MOU 44 แล้วหันไปใช้แนวทาง UNCLOS แทน คนไทยจะได้เตรียมตัวเตรียมใจกับหายนะที่อาจเกิดขึ้นไว้บ้าง



