เมื่อวันที่ 12 พ.ค. 69 ที่ทำเนียบรัฐบาล น.ส.รัชดา ธนาดิเรก โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี แถลงภายหลังการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ถึงข้อสั่งการนายกฯ ว่า เรื่องที่ดินทำกินเป็นนโยบายของรัฐบาล ที่มุ่งมั่นให้เกษตรกรและประชาชน มีที่ดินทำกินเป็นของตัวเองเพื่อความมั่นคงในการดำเนินชีวิต ในสัปดาห์ที่แล้วมีการยกเลิกระเบียบสำนักนายกฯ ว่าด้วยโฉนดชุมชน เพราะปัจจุบันมีกฎหมายที่มีอำนาจและหน้าที่ ให้คณะกรรมการนโยบายที่ดินแห่งชาติ ดูแลเรื่องที่ดินทำกินของประชาชนอยู่แล้ว เพราะฉะนั้นการยกเลิกระเบียบสำนักนายกฯ ดังกล่าวจึงไม่ได้มีผลอะไร แต่อย่างไรก็ตาม นายกฯ ได้มีข้อสั่งการให้คณะกรรมการนโยบายที่ดินแห่งชาติ เร่งรับรองโฉนดชุมชนที่เคยออกตามระเบียบสำนักนายกฯ ว่าด้วยโฉนดชุมชน ที่เพิ่งถูกยกเลิกไป ให้เป็นรูปแบบการกระจายการถือครองที่ดินอย่างเป็นธรรมตามมาตรา 10 ของ พ.ร.บ.คณะกรรมการนโยบายที่ดินแห่งชาติ และจะต้องรับรองสถานะทางกฎหมายของโฉนดชุมชนดังกล่าวให้แล้วเสร็จภายใน 60 วัน

น.ส.รัชดา กล่าวว่า เรื่องการปราบปรามนอมินี เป็นนโยบายที่นายกฯ มุ่งมั่นที่จะทำให้เด็ดขาด และเกิดผลอย่างเป็นรูปธรรม ที่ผ่านมาได้มีผลงานออกมาเป็นระยะๆ และมีกลไกการทำงาน การบูรณาการของหลายภาคส่วน ไม่ว่าจะเป็นกระทรวงยุติธรรม กระทรวงพาณิชย์ คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) และสำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ตร.) โดยในที่ประชุม ครม. นายกฯ ได้สั่งการให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เร่งดำเนินมาตรการป้องกัน และปราบปราม การใช้นอมินีในการประกอบธุรกิจผิดกฎหมาย โดยหลังจากที่มีนโยบายสั่งปราบปรามนอมินี มีข้อมูลรายงานมาว่า พบผู้ประกอบวิชาชีพทนาย และผู้ประกอบวิชาชีพบัญชีบางรายที่ให้คำแนะนำหรือดำเนินการให้มีการหลีกเลี่ยงกฎหมาย พูดง่ายๆ มีสองอาชีพนี้ที่บางคนใช้ความรู้ความสามารถไปในทางที่ผิด ทำให้เกิดช่องในการทำธุรกิจนอมินีได้

น.ส.รัชดา กล่าวอีกว่า นายกฯ จึงมอบหมายให้ รมว.ยุติธรรม และรมว.พาณิชย์ หารือร่วมกับสภาทนายความและสภาวิชาชีพบัญชี เพื่อพิจารณาดำเนินการด้านจรรยาบรรณ ต่อผู้ประกอบวิชาชีพที่เกี่ยวข้อง พร้อมสั่งการให้สำนักงาน ปปง.ตรวจสอบเส้นทางการเงินของบุคคลที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้การป้องกันและปราบปรามนอมินีเกิดผลอย่างเป็นรูปธรรม โดยในวันที่ 13 พ.ค. นายกฯ มีกำหนดการลงพื้นที่เกาะพะงัน จ.สุราษฎร์ธานี และภูเก็ต เพื่อติดตามสถานการณ์ และสั่งการการปราบปรามนอมินีในพื้นที่ท่องเที่ยวที่สำคัญ เป็นการย้ำว่า รัฐบาลเดินหน้าตรวจสอบอย่างเข้มข้นทั่วประเทศ จะไม่ปล่อยให้กลุ่มผิดกฎหมายเข้ามาแย่งอาชีพ หรือสร้างผลกระทบต่อประชาชนและผู้ประกอบการไทยอย่างเด็ดขาด.