ที่ อาคารรัฐสภา เมื่อวันที่ 11 มิ.ย.69 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า พ.ต.อ.ทวี สอดส่อง สส.บัญชีรายชื่อ และหัวหน้าพรรคประชาชาติ ลุกขึ้นอภิปรายในที่ประชุมสภาฯ เกี่ยวกับปัญหาที่ประเทศกำลังเผชิญกับการขาดดุลงบประมาณต่อเนื่อง ว่ารายงานการรับจ่ายเงินงบประมาณประจำปี 2568 ของกระทรวงการคลัง บอกเราว่ารัฐบาลมีรายรับสุทธิประมาณ 2.78 ล้านล้านบาท แต่มีรายจ่ายรวมสูงถึงกว่า 4 ล้านล้านบาท

หากเปรียบเทียบง่ายๆ ก็เหมือนครอบครัวหนึ่งมีรายได้เดือนละ 28,000 บาท แต่ใช้จ่ายเดือนละ 40,000 บาท ส่วนต่างที่ขาดต้องกู้เงิน และในปีนี้รัฐบาลกู้เงินเพิ่มอีกกว่า 754,000 ล้านบาท

คำถามคือ เงินที่กู้มาแล้วนั้น ถูกนำไปสร้างอนาคต หรือถูกนำไปอุดรูรั่วของระบบ เพราะเมื่อเราเปิดดูรายละเอียดรายได้ของประเทศ เราพบสิ่งที่น่ากังวล

ท่านประธานครับ ตัวเลขไม่เคยโกหกใคร เมื่อเราเจาะดูรายรับ ประจำปี 2568 รัฐบาลตั้งเป้าหมายสวยหรู แต่ในความเป็นจริง ยอดรวมรายได้ก่อนหักถอนคืนจัดเก็บพลาดเป้าไปถึง 138,139 ล้านบาท ที่น่าตกใจและเป็นตัวสะท้อนว่าเศรษฐกิจเติบโตต่ำกว่าที่รัฐคาด (เศรษฐกิจในประเทศกำลังย่ำแย่) คือภาษีเงินได้นิติบุคคล หรือภาษีที่จัดเก็บจากกำไรของบริษัท/ห้างหุ้นส่วน ต่ำกว่าเป้าถึง 39,000 ล้านบาท

นี่อาจกำลังสะท้อนว่า ภาคธุรกิจและบริษัทร้านค้าต่างขาดทุนหรือมีกำไรลดลงอย่างน่าใจหาย หรืออาจมองได้ว่า กำไรที่ต้องเสียภาษีจริงในระบบเศรษฐกิจต่ำกว่าที่รัฐคาดไว้หรือพูดให้ชาวบ้านเข้าใจง่าย ธุรกิจจำนวนมากอาจไม่ได้ดีอย่างที่ตัวเลขเศรษฐกิจบนหน้ากระดาษบอก

ขณะเดียวกัน  ภาษีรถยนต์ต่ำกว่าเป้ากว่า 19,000 ล้านบาท เมื่อประชาชนไม่ซื้อรถ โรงงานผลิตรถยนต์ชะลอตัว ธุรกิจเกี่ยวเนื่องก็ชะลอตัว นี่ไม่ใช่เรื่องของรถยนต์อย่างเดียว แต่มันคือกำลังซื้อของคนทั้งประเทศ และที่น่าตกใจยิ่งกว่า ภาษีสรรพสามิตจากการนำเข้า รัฐคาดว่าจะเก็บได้กว่า 124,000 ล้านบาท แต่เก็บได้จริงเพียง 53,000 ล้านบาท หายไปกว่า 71,000 ล้านบาท คิดเป็นร้อยละ 57

ผมจึงอยากถามรัฐบาลว่าเกิดอะไรขึ้นกับระบบการจัดเก็บรายได้ของประเทศ การนำเข้าหายไปจริงหรือ มีมาตรการยกเว้นภาษีจำนวนมาก หรือเรากำลังสูญเสียรายได้ของประเทศโดยที่ประชาชนไม่เคยได้รับคำอธิบาย และยังมีอีกตัวเลขหนึ่งที่น่าสนใจ ค่าใบอนุญาตแรงงานต่างด้าว รัฐบาลตั้งเป้าเก็บเกือบ 10,000 ล้านบาท แต่เก็บได้จริงเพียง 2,700 ล้านบาท ต่ำกว่าเป้ากว่า 70%

คำถามคือ แรงงานต่างด้าวหายไปไหน หรือระบบการขึ้นทะเบียนมีปัญหา หรือมีแรงงานจำนวนมากที่อยู่นอกระบบ นี่คือรายได้ของแผ่นดินที่ควรได้รับคำตอบ แต่เรื่องที่ผมกังวลที่สุด ไม่ใช่เรื่องรายได้ เป็นเรื่องการใช้เงิน รัฐบาลบอกว่าต้องกู้เงินเพิ่มกว่า 754,000 ล้านบาท แต่ในขณะเดียวกัน กลับมีเงินกันไว้เบิกเหลื่อมปีมากถึง 320,996 ล้านบาท

ผมขอให้ทุกท่านลองนึกภาพตาม  รัฐบาลกำลังกู้เงินเพิ่มกว่า 754,000 บาท ขณะที่ยังมีเงินกันไว้เบิกเหลื่อมปีสูงถึง 320,996 ล้านบาท (เงินจำนวนมหาศาลที่ได้รับอนุมัติไปแล้ว) กลับยังใช้ไม่ทัน นี่เหมือนคนที่ไปกู้เงินธนาคารมาเพิ่ม ทั้งที่เงินในบัญชียังนอนอยู่จำนวนมาก ยิ่งไปกว่านั้น งบกระตุ้นเศรษฐกิจที่ประชาชนรอคอย มีวงเงินกว่า 161,000 ล้านบาท แต่เบิกจ่ายจริงเพียงประมาณ 76,000 ล้านบาทเท่านั้น แล้วเงินที่เหลือไปไหนครับ  รัฐบาลกันเงินไว้เบิกเหลื่อมปีสูงถึง 83,000 ล้านบาท (ถูกกันไว้เบิกในปีถัดไป) หมายความว่า เงินกระตุ้นเศรษฐกิจ มากกว่าครึ่งหนึ่ง หรือคิดเป็นร้อยละ 51.8 ถูกขังลืมอยู่ในระบบราชการ

ผมจึงอยากถามว่า ในวันที่ร้านค้ากำลังปิดกิจการ ในวันที่ SMEs กำลังหายใจรวยริน ในวันที่ประชาชนกำลังแบกหนี้ครัวเรือน เหตุใดงบกระตุ้นเศรษฐกิจจึงยังเดินทางไม่ถึงมือประชาชน เพราะถ้างบประมาณคือยา ประชาชนกำลังรอหมอจ่ายยา แต่ยากลับยังค้างอยู่ในคลัง ที่น่ากังวลยิ่งกว่านั้นคือ รัฐบาลไม่ได้กู้เงินเพียงปีนี้ปีเดียว แต่เลือกใช้เครื่องมือทางการเงินระยะยาว ไม่ว่าจะเป็นพันธบัตรรัฐบาลอายุ 5 ปี 10 ปี 20 ปี ไปจนถึงกว่า 30 ปี ซึ่งหมายความว่าภาระหนี้ในวันนี้ จะถูกส่งต่อไปยังคนไทยในอนาคตอีกหลายรุ่น

สุดท้ายนี้ ประชาชนจึงมีสิทธิ์ตั้งคำถามว่า เหตุใดรัฐบาลจึงต้องกู้เงินเพิ่มอีกกว่า 7.5 แสนล้านบาท ในขณะที่งบประมาณที่ได้รับอนุมัติไปแล้วจำนวนมาก ยังไม่สามารถส่งลงสู่ระบบเศรษฐกิจได้ตามแผน และยังคงค้างอยู่ในรูปของเงินกันไว้เบิกเหลื่อมปี ผมไม่ได้ปฏิเสธการกู้เงิน เพราะบางครั้งประเทศจำเป็นต้องกู้เพื่อพัฒนา แต่การกู้เงินจะมีความหมายก็ต่อเมื่อเงินนั้นถูกใช้สร้างอนาคต สร้างงาน สร้างรายได้ สร้างโอกาส ไม่ใช่กู้เพิ่มทุกปี

ในขณะที่รายได้ต่ำกว่าเป้า ภาษีสำคัญจัดเก็บไม่ได้ตามคาด และงบประมาณจำนวนมหาศาลยังไม่สามารถส่งถึงประชาชนได้ตามแผน นี่คือคำถามที่รัฐบาลต้องตอบต่อประชาชนทั้งประเทศ ว่าปัญหาของประเทศไทยวันนี้ เกิดจากเงินไม่พอ หรืออยู่ที่ประสิทธิภาพในการบริหารเงินของประชาชน ขอบคุณครับ.