วันที่ 30 ก.ย. เป็นวันแถลงนโยบายรัฐบาลวันสุดท้าย “เสี่ยหนู” อนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี กล่าวถึงกรณีนายบวรศักดิ์ อุวรรณโณ รองนายกรัฐมนตรี ระบุเตรียมทำประชามติในการเลือกตั้งทั่วไปครั้งหน้า โดยใช้บัตร 4 ใบ คือ บัตรเลือก สส.เขต สส.บัญชีรายชื่อ ประชามติรัฐธรรมนูญใหม่ และประชามติยกเลิก MOU ไทย-กัมพูชา ว่า เราต้องไม่ดูถูกภูมิปัญญาของประชาชนที่จะสามารถทำความเข้าใจได้ จากการใช้สื่อประชาสัมพันธ์ต่างๆ ว่าจะต้องลงคะแนนอย่างไร ส่วนจะเป็น MOU 43 (พื้นที่อ้างสิทธิทับซ้อนบนบก) หรือ MOU 44 (พื้นที่อ้างสิทธิทับซ้อนในทะเล) ก็ต้องรอผลจาก กมธ.วิสามัญที่ศึกษาเรื่องนี้อยู่ อาจยกเลิกได้เลยโดย ครม. เพียงแต่เราต้องการให้ประชาชนมีส่วนร่วม ถ้าถามตนคือยกเลิกไปนานแล้ว

“ถ้า MOU ทั่วไปเขาจะเขียนว่าภายใน 2 ปีหากไม่บรรลุวัตถุประสงค์ ก็ต้องถือว่าเป็นอันสิ้นสุด ดังนั้น ต้องดูบริบทใน MOU 43-44 ว่าถูกกำหนดให้สิ้นสุดอย่างไร หากไม่มีการกำหนดเลย ก็จะบอกว่าทำไม 20 ปี ยังไม่มีความเข้าใจ ยังหาข้อตกลงกันไม่ได้ แล้วจะเก็บไว้ทำไมถ้าประเทศไทยไม่ได้ประโยชน์”

นายบวรศักดิ์ อุวรรณโณ รองนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า การให้ประชาชนคนไทยไม่สับสนกับบัตร 4 ใบ จำได้ไม่ยาก ตนยกตัวอย่างเช่น ใช้วิธีแบ่งสีบัตร เชื่อว่า คนไทยฉลาด ถ้าเราอธิบายให้ฟังให้ชัดเจนและสามารถให้เขาแยกได้ว่า บัตรไหนเป็นเรื่องอะไร การทำประชามติครั้งหนึ่ง 6 พันล้านบาท เลือกตั้ง 6 พันล้านบาท, แก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ 6 พันล้านบาท, เอ็มโอยู 6 พันล้านบาท รวมเป็น 18,000 ล้านบาท แล้วเราจะเอาหรือ

ต่อมา ในการประชุมร่วมกันของรัฐสภา เรื่องด่วนคณะรัฐมนตรี (ครม.) แถลงนโยบายต่อรัฐสภา น.ส.จิราพร สินธุไพร สส.ร้อยเอ็ด พรรคเพื่อไทย อภิปรายตั้งข้อสงสัยว่า ช่วง 4 เดือนก่อนยุบสภา พรรคภูมิใจไทยจะมี สส.เพิ่มหรือไม่ ทั้งที่ใน MOA ข้อที่ 4 ระบุว่าห้ามรัฐบาลแปลงร่างเป็นรัฐบาลเสียงข้างมาก

สิ่งที่ประชาชนอยากฟังคือนโยบายที่นายกฯ ไม่ได้อ่าน คดีต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้อง เช่น คดีฮั้ว สว. คดีเขากระโดง เนื่องจากประชาชนยังหวาดระแวงสงสัยกลัวว่านายกฯ จะเข้ามายุบคดีก่อนยุบสภา ขอให้นายอนุทินชวน สว.แก้ไขรัฐธรรมนูญกลางสภา เพื่อเปิดทางให้มีการทำประชามติ

และตั้งข้อสังเกตว่า หลังจากที่พรรคภูมิใจไทยประกาศถอนตัวจากพรรคร่วมรัฐบาลในวันที่ 18 มิ.ย. 68 ท่ามกลางสถานการณ์ตึงเครียดบริเวณชายแดน วันที่ 24 มิ.ย. 68 ผู้นำประเทศเพื่อนบ้านได้ประกาศว่าประเทศไทยจะเปลี่ยนนายกฯ ในอีก 3 เดือน จากนั้นวันที่ 29 ส.ค. 68 ศาลรัฐธรรมนูญสั่งให้น.ส.แพทองธาร ชินวัตร พ้นจากการปฏิบัติหน้าที่นายกฯ เป็นที่น่าอัศจรรย์ว่าความเคลื่อนไหวของผู้นำประเทศเพื่อนบ้าน สอดคล้องกับกระบวนการจัดตั้งรัฐบาลใหม่ในประเทศไทย

นายอนุทิน ลุกชี้แจงทันทีว่า กรณีที่ตั้งข้อสังเกตความสัมพันธ์ส่วนตัวของตนกับผู้นำประเทศกัมพูชา ตนยืนยันว่าไม่เคยมีสัมพันธ์อะไรส่วนตัว ไม่มีข้อตกลงอะไรเบื้องหลัง ไม่มีลุง มีแต่เพื่อน ไม่พูดเสนอแนะอะไรที่ใช้สัมพันธ์ส่วนตัว ขณะที่ในครั้งไปเยือนกัมพูชากับ น.ส.แพทองธาร ชินวัตร มีเพื่อนๆ โทรฯมาหาว่า “รู้ไหมที่เขาไม่ให้คุณเข้าไปในที่ประชุมหลายที่ เพราะเขาไปแจ้งผู้นำของเขาว่าไม่ต้องคุยอะไรกับเขามากหรอก เพราะจะปลดจาก มท.1 อยู่แล้ว แต่ผมไม่ได้คิดอะไร ข้อมูลที่ผมจะเชื่อต้องได้รับแจ้งจากนายกฯ ของผมในเวลานั้น แต่ในที่สุด ผมได้รับการแจ้ง เมื่อวันที่ 17 มิ.ย.68”

“ผมได้รับแจ้งอย่างเป็นทางการว่า พรรคเพื่อไทยต้องการกระทรวงมหาดไทยคืน และขอให้ผมไปเป็น รมว.สาธารณสุข ผมถามว่า ผมทำอะไรผิด ทั้งที่ผมเป็นรัฐมนตรีคนเดียวใน ครม.ของน.ส.แพทองธาร ที่ยืนเคียงข้างในทุกๆ ขณะไม่ว่าวันดีหรือวันร้าย อดีตนายกฯ บอกว่า ใกล้เลือกตั้งแล้วเพื่อไทยต้องได้มหาดไทย”

น.ส.จิราพรพยายามประท้วงไม่ให้นายอนุทินสร้างซีนดราม่า แต่กลับถูกสวนว่า “อย่ามาบอกว่าเป็นดราม่า เพราะเป็นข้อเท็จจริง ผมอยู่ตรงนั้น เอามายืนยันตรงนี้เลยก็ได้ ท่านไม่อยู่ตรงนั้น ไม่ได้เกี่ยวหรือมีส่วนร่วม เมื่อมาเป็นฝ่ายค้าน ผมได้หารือว่าดีที่สุดพยายามให้ยุบสภาดีกว่า แต่เมื่อ น.ส.แพทองธาร ถูกสั่งให้หยุดปฏิบัติหน้าที่จึงต้องหาทางออก คืนอำนาจให้ประชาชน จึงเป็นที่มาของการตกลง MOA กันทางการเมืองระหว่างพรรคภูมิใจไทยและพรรคประชาชน (ปชน.)

ยอมรับว่า พรรคภูมิใจไทย มี สส.เพิ่มขึ้น มาจากการชนะเลือกตั้งซ่อม จ.ศรีสะเกษ ไม่ใช่จากการดูด ซึ่งพรรคภูมิใจไทยไม่เคยดึงหรือดูด สส. เหมือนพรรคท่าน (เพื่อไทย) ที่ทำ ส่วนที่ขอให้ผมสัญญาว่าจะไม่ใช้อำนาจหน้าที่ไปกดดันสั่งการ หรือชี้แนะข้าราชการ ให้เปลี่ยนแนวทางเรื่องคดีเขากระโดง และคดีฮั้ว สว.นั้น ยํ้าว่า กกต. ดำเนินการคดี สว. มีแต่รัฐบาลท่าน ที่สั่งให้กรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) ดำเนินการ แล้วก็ไปติดข้อกฎหมาย

2 อดีตรัฐมนตรีมหาดไทยในพรรคเพื่อไทยใจร้อน บอกว่าจะจัดการเรื่องเขากระโดงโดยเร็วโดยไม่อ่านหนังสือราชการทุกถ้อยคำ นึกว่าตัวเองเก๋า จึงสรุปทุกเรื่องหมด กรรมการ รวมถึงปลัดมหาดไทย อธิบดีกรมที่ดินคนใหม่ที่ตั้งขึ้นแทนคนเก่าบอกว่า รัฐมนตรีพูดไม่ตรงกับมติกรรมการ คนที่ใช้อำนาจหน้าที่กดดัน คือ อดีต รมว.มหาดไทย และอดีต รมช.มหาดไทย ผมรับตำแหน่งรัฐมนตรีเกือบเดือน ยังไม่ได้สั่งการใดๆ ด้วยซ้ำ ไม่ต้องสั่งการ ผมรู้ว่าต้องทำตามกฎหมาย

ขอให้จำไว้ด้วยว่า ผมไม่มีวันใช้อำนาจหน้าที่ รมว.มหาดไทย หรือตำแหน่งนายกรัฐมนตรี ที่กำกับดูแลทุกกระทรวงในรัฐบาลนี้ไปให้ช่วยเหลือใครก็ตามที่ทำผิดกฎหมาย พวกท่านก็ช่วยไม่ได้ พวกผมยิ่งไม่ช่วย”

นายโสภณ ซารัมย์ รองนายกรัฐมนตรี ลุกขึ้นชี้แจงเรื่องกัญชาว่า พรรคภูมิใจไทยไม่ปฏิเสธเรื่องที่เราเสนอนโยบายเกี่ยวกับกัญชา กฎหมายที่จะควบคุมการใช้กัญชานั้นไม่ผ่านสภา จึงเป็นเหตุให้เกิดความเสียหาย เรื่องกัญชาที่คนถามมันจบแล้ว พวกตนมีหน้าที่ปราบปรามยาเสพติด และทำให้เป็นตัวอย่าง วางรากฐานใน 4 เดือนทำทันที

นายก่อแก้ว พิกุลทอง สส.บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย ตั้งข้อสังเกตการแต่งตั้งรัฐมนตรีที่เชื่อว่าเป็นสายตรงบ้านใหญ่บุรีรัมย์ ได้แก่ นายโสภณ ซารัมย์ รองนายกฯ พล.ต.ต.รุทธพล เนาวรัตน์ รมว.ยุติธรรม และ นายไชยชนก ชิดชอบ รมว.ดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม เข้าดำรงตำแหน่งโดยบางคนขาดความรู้ความสามารถ บางคนมีประวัติที่อาจเกี่ยวข้องกับการทุจริตในกระทรวงคมนาคม ปี 2554 ขอนายกฯ อย่าใช้อำนาจของนายกฯ เพื่อพวกพ้องเป็นที่ตั้ง โดยเฉพาะเป้าหมายกินรวบประเทศไทย สังคมจะประณามกล่าวขานว่าไม่ใช่นายกฯ ตัวจริงแต่คืออนุวิน กินรวบประเทศไทย

นายโสภณได้ใช้สิทธิพาดพิง ว่า นายไชยชนก เป็นบุตรของนายเนวิน ชิดชอบ ซึ่งไม่ผิด และการได้ตำแหน่งมาตามความสามารถ คือ เป็น สส. พรรคท่านเอาลูกมาเป็นนายกฯ ตนไม่อยากใช้วาทกรรมเรื่องแบบนี้ เมื่ออยู่กับท่าน ท่านก็ว่าดี เมื่อออกมา ผมกลายเป็นคนชั่วทันที การเมืองแบบนี้ขอให้เลิก

นายไชยชนก ชี้แจงว่า น้อมรับว่าไม่มีประสบการณ์เป็นฝ่ายบริหาร มีเรื่องหลายเรื่องที่ทำให้รู้สึกสงสัยในระบบประเพณีปฏิบัติของฝ่ายบริหาร ที่ท่านพูดถึงเรื่องปราบคอลเซ็นเตอร์ มีคนติดต่อหาตน ผ่านสมาชิกที่รู้จักตน เสนอมอบเงินให้ผมเดือนละ 40 ล้านบาท เพื่อไม่ให้จับเรื่องคอลเซ็นเตอร์ สแกมเมอร์ และเว็บไซต์ ทำให้สงสัยว่าประเพณีปฏิบัติของ รมว.ดีอีเอส ที่ผ่านมาเป็นอย่างไร แต่ได้ปฏิเสธไปแล้ว

ทำให้นายก่อแก้ว อภิปรายต่อว่า เมื่อพูดมาแบบนั้น ขอความกรุณาให้กระชากหน้ากากมาให้สังคมรู้และจับกุมด้วย นายไชยชนกจึงตอบโต้ว่า ตนจะพยายาม พูดแล้วไม่รู้ว่าจะได้รับความร่วมมือหรือไม่ แต่จะพยายาม แต่ที่ว่า “รัฐบาลเนทิน” นั้น ตนไม่แน่ใจ ต้องเป็น “ทักเซน” หรือ “ฮุนษิณ” หรือไม่

นายรังสิมันต์ โรม สส.บัญชีรายชื่อ รองหัวหน้าพรรค ปชน. ลุกขึ้นอภิปรายเกี่ยวกับคอลเซ็นเตอร์ว่า หวังว่ารัฐบาลจะมุ่งเน้นการจับกุมระดับหัวหน้าแก๊งสแกมเมอร์ คนแรกคือ ก๊ก อาน สมาชิกวุฒิสภากัมพูชา เป็นราชาแห่งปอยเปต เจ้าของกาสิโน เป็นหัวขบวนสำคัญของแก๊งสแกมเมอร์ปัจจุบันถูกออกหมายจับข้อหาอาชญากรรมข้ามชาตินำไปสู่การยึดทรัพย์สินแล้ว คนที่สอง ราชาแห่งเกาะกง ลี ยง พัด มีทั้งสัญชาติไทยและกัมพูชา ลี ยง พัด ถูกเพิกเฉยจากตำรวจ เพราะเกรงใจใครอยู่หรือไม่ คนที่สาม ฮุน โต เป็นลูกพี่ลูกน้องกับผู้นำกัมพูชา เป็นหนึ่งในผู้อำนวยการของบริษัทลูกของบริษัท ฮุยวัน กรุ๊ป ที่ถูกหน่วยงานของทางการสหรัฐกำหนดให้เป็นสถาบันทางการเงินที่น่าเป็นกังวลต่อการฟอกเงิน

นายรังสิมันต์ กล่าวว่า ยังมีตัวละครชื่อยิม เลียก เป็นเหมือนคนในครอบครัวฮุน ทำธุรกิจร่วมกับเบน สมิธ ที่ปรึกษาฮุน เซน ซึ่งเคยมีประวัติว่าเคยทำธุรกิจแก๊งคอลเซ็นเตอร์หลอกลวงมาก่อน เป็นคนให้คำแนะนำเรื่องการฟอกเงินให้กับทุนจีน พัฒนาเรื่องกาสิโน นำไปใช้เกี่ยวกับการฟอกเงิน เบน สมิธ พยายามขอสัญชาติไทย นายอนุทินอย่าอนุมัติสัญชาติให้ใครก็ตามที่เกี่ยวกับแก๊งสแกมเมอร์ ไทยมีปัญหากับกัมพูชา เพราะผลักดันเอ็นเตอร์เทนเมนต์คอมเพล็กซ์ไม่สำเร็จได้อย่างที่ผู้มีอำนาจของกัมพูชาหวัง ทำให้ความหวังที่จะเอาเงินสีดำจากกัมพูชามาเปลี่ยนเป็นสีขาวในไทยถูกทำลายลง ปัญหาของคน 2 ตระกูลกลายเป็นปัญหาของคนทั้งประเทศ ต้องประสานทุกหน่วยงานเพื่อจัดการการฟอกเงินให้เด็ดขาด.

“ทีมข่าวการเมือง”