วันที่ 30 ก.ย. นพ.เจษฎ์ บุณยวงศ์วิโรจน์ รองผู้อำนวยการโรงพยาบาลมหาราชนครราชสีมา ได้โพสต์ภาพข้อความผ่านเพจเฟซบุ๊กส่วนตัวชื่อ “หมอเจด” โดยระบุถึงปัญหาสุขภาพที่มาพร้อมกับการทำงานออฟฟิศในยุคปัจจุบัน โดยกล่าวว่า แม้การทำงานไม่ได้ใช้แรงมาก แต่ก็มีปัญหาสุขภาพจุกจิกตามมาเยอะเช่นกัน บางอาการที่เราคิดว่าเล็กน้อย เช่น ปวดคอ ปวดไหล่ หรือตาแห้ง หากปล่อยทิ้งไว้นาน ๆ อาจกลายเป็นโรคจริง ๆ ได้ จึงมาแนะนำ 7 ปัญหาสุขภาพยอดฮิตของคนทำงาน พร้อมวิธีดูแลตัวเองแบบง่าย ๆ ที่สามารถเริ่มต้นทำได้ทันที
1. ออฟฟิศซินโดรม: คอ บ่า ไหล่ หลังตึงเรื้อรัง
การนั่งจอนาน ๆ และก้มดูโทรศัพท์มือถือบ่อย ๆ ทำให้กล้ามเนื้อเสียสมดุล เกิดอาการปวดคอ บ่า ไหล่ หรือปวดร้าวขึ้นศีรษะ วิธีแก้ไขง่าย ๆ คือ จัดโต๊ะทำงานให้ถูกท่า โดยให้จออยู่ในระดับสายตา คีย์บอร์ด/เมาส์ใกล้ตัว และหลังพิงเต็มเก้าอี้ที่รองรับเอวได้ พร้อมแนะนำให้ลุกพักทุก 45–60 นาที เป็นเวลา 2–3 นาที และหมั่นยืดกล้ามเนื้อเป็นประจำ ทั้งนี้ หากเริ่มมีอาการชาลงแขน ปวดรุนแรงตอนกลางคืน หรือปวดนานเกิน 2 เดือน ควรรีบไปพบแพทย์
2. พังผืดกดทับเส้นประสาทข้อมือ
อาการนี้เกิดจากการพิมพ์หรือใช้เมาส์เยอะ ทำให้มีอาการชาและแปล๊บที่นิ้วโป้ง นิ้วชี้ และนิ้วกลาง โดยเฉพาะตอนกลางคืน วิธีดูแลคือปรับตำแหน่งข้อมือให้อยู่ตรง ไม่ให้งอค้าง ใช้ที่รองข้อมือ และใส่เฝือกพยุงเวลานอน พักและประคบน้ำแข็ง 10–15 นาที หลังงานหนัก หากอาการไม่ดีขึ้นหรือเริ่มกำของไม่แน่น ควรรีบปรึกษาแพทย์เพื่อพิจารณาการฉีดยาหรือผ่าตัดคลายเส้น
3. เอ็นอักเสบจากการใช้งานซ้ำ (รวมถึงนิ้วล็อก)
การใช้มือหรือข้อมือซ้ำ ๆ อาจทำให้นิ้วติดสะดุด เจ็บจี๊ด หรือขยับแล้วมีเสียง ‘คลิก’ วิธีดูแลคือพักการใช้งาน ประคบน้ำแข็ง ดามนิ้วหรือข้อมือชั่วคราว และออกกำลังกายเส้นเอ็นแบบช้า ๆ หากเจ็บเรื้อรังอาจต้องฉีดยาหรือผ่าตัดเล็ก ๆ โดยมีข้อสำคัญคือ ห้ามฝืนทำต่อเมื่อเริ่มมีอาการเจ็บ
4. กระดูกสันหลังเสื่อม – หมอนรองกระดูกกดทับเส้นประสาท
ปัญหานี้อาจเกิดจากการนั่งนาน ยกของผิดท่า หรือกล้ามเนื้อแกนกลางไม่แข็งแรง ส่งผลให้ปวดคอ ปวดหลัง หรือร้าวลงแขนขา วิธีดูแลคือออกกำลังกายเสริมสร้างกล้ามเนื้อแกนกลาง เลี่ยงการนั่งเกิน 45–60 นาที และควบคุมน้ำหนักตัว หากมีอาการชาปลายมือเท้า อ่อนแรง หรือกลั้นขับถ่ายไม่ได้ ต้องรีบไปโรงพยาบาลทันที
5. ตาแห้งและอาการจากจอ
การจ้องจอเป็นเวลานานทำให้กะพริบตาน้อยลง นำมาซึ่งอาการตาแห้ง แสบตา หรือปวดศีรษะ วิธีแก้ไขคือใช้ กฎ 20-20-20 คือ ทุก 20 นาทีให้มองไกล 20 ฟุต เป็นเวลา 20 วินาที พร้อมทั้งจัดแสงและจอให้เหมาะสม และใช้ “โหมดตัวอักษรใหญ่” แทนการก้มหน้าเข้าใกล้จอ หากอาการไม่ดีขึ้น ควรปรึกษาจักษุแพทย์
6. โรคกระเพาะและกรดไหลย้อน
สาเหตุหลักมาจากการกินไม่เป็นเวลา รีบกิน หรือกินดึก ทำให้เกิดอาการแน่นท้อง แสบร้อนอก และเรอเปรี้ยว วิธีดูแลคือ กินอาหาร 3 มื้อหลักและ 1–2 มื้อว่างให้ตรงเวลา เคี้ยวช้า และงดนอนหลังอาหารภายใน 3 ชั่วโมง รวมถึงลดอาหารกระตุ้น เช่น กาแฟ อาหารมันจัด แอลกอฮอล์ และควรยกหัวเตียง 10–15 ซม. หากมีอาการกลางคืน ถ้ามีอาการไม่ดีขึ้นหรือรุนแรง เช่น อาเจียนเป็นเลือด ควรรีบพบแพทย์
7. ภาวะหมดไฟ (Burnout)
ภาวะนี้ไม่ได้มีแค่ร่างกายที่ล้า แต่จิตใจก็ล้าได้เช่นกัน โดยเกิดจากการทำงานหนักต่อเนื่องโดยไม่พัก ทำให้เหนื่อยทั้งกายและใจ ขาดสมาธิ นอนไม่หลับ และหมดแรงบันดาลใจ วิธีดูแลคือ กำหนดเวลางานให้ชัดเจน เช่น เวลาปิดแจ้งเตือน หรือช่วง “no-meeting” และพักผ่อนอย่างมีคุณภาพ เช่น ออกกำลังกายแอโรบิก 150 นาที/สัปดาห์ หายใจลึก ๆ หรือหางานอดิเรกเพื่อเติมพลัง
นพ.เจษฎ์ สรุปทิ้งท้ายว่า สุขภาพคนทำงานไม่ได้แย่เพราะงานอย่างเดียว แต่เพราะเราปล่อยร่างกายไปนาน ๆ มากกว่า และอาการเล็กน้อยที่คิดว่าไม่เป็นไร หากปล่อยทิ้งไว้อาจกลายเป็นปัญหาใหญ่ได้ การดูแลตัวเองจึงไม่ใช่การเสียเวลา แต่เป็นการเพิ่มคุณภาพชีวิตให้ทำงานได้อย่างเต็มที่โดยไม่ต้องแลกด้วยสุขภาพ จึงฝากให้ทุกคนลองเริ่มต้นจากการพักสายตา ยืดกล้ามเนื้อ หรือจัดเวลาพักเล็ก ๆ ทุกวัน เพราะสุขภาพดีสร้างได้จากสิ่งเล็ก ๆ ที่เราทำซ้ำเสมอ



