เมื่อวันที่ 15 มิ.ย. ที่รัฐสภา มีการประชุมคณะรัฐมนตรีเงา (ครม.เงา) ครั้งที่ 6 โดยมีนายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้าพรรคประชาชน เป็นประธานการประชุม พร้อมแถลงผลการประชุมในประเด็นกลุ่มผู้ประกอบการร้านอาหารได้รับผลกระทบจากโครงการไทยช่วยไทยพลัส
นายวรัญญู ทิพยมนตรี ตัวแทนของสมาคมร้านอาหาร กล่าวว่า จากปัญหาเศรษฐกิจ ทำให้ร้านอาหารในระดับ S และ SME ยอดขายตกมาประมาณ 2-3 ปี ที่ผ่านมา ปัญหาปิดช่องแคบฮอร์มุซ ทำให้ราคาน้ำมันสูงขึ้น ทำให้ต้นทุนวัตถุดิบทางตรงและทางอ้อมสูงขึ้น กำลังซื้อของประชาชนลดลง ขณะที่โครงการไทยช่วยไทยพลัสที่ออกมากำหนดสิทธิว่า ร้านอาหารที่จดทะเบียนถูกต้อง มียอดขายเกิน 1.8 ล้านบาทต่อปี เฉลี่ยวันละ 5,000 บาท ก็ยิ่งทำให้ยอดขายของเราตกลงไปอีกเยอะมาก เพราะประชาชนเทไปใช้สิทธิในฝั่งที่เป็นรากหญ้า สตรีทฟู้ดทั่วไป โดยยอดขายก็ตกลงมาค่อนข้างเยอะ
“ผมมีอยู่ร้านราวๆ 40-50 สาขาทั่วประเทศ มีพนักงานอยู่ในเครือก็ราวๆ 300-400 คน ก็อยากเสนอให้รัฐบาลเล็งเห็นว่า ธุรกิจร้านอาหารในระดับ S ที่ยอดขายไม่เกิน 100 ล้านบาท ให้สามารถร่วมโครงการไทยช่วยไทยพลัสได้ด้วย เพราะพวกเราก็สะบักสะบอม ก็ได้ทำการเสนอใน ครม. เงาในวันนี้ด้วย” นายวรัญญู กล่าว

นายอิสริยะ ไพรีพ่ายฤทธิ์ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน กล่าวว่า โครงการนี้เป็นการลงโทษผู้ประกอบการที่ทำดี ซึ่งร้านอาหาร อาจไม่ต้องใหญ่ แต่ว่าจดทะเบียนนิติบุคคล จดเป็นห้างหุ้นส่วน หรือบริษัทอย่างถูกต้อง เสียภาษีอย่างถูกต้อง รัฐบาลกลับมองว่าเมื่อเขาจดทะเบียนแล้วแปลว่าเป็นร้านใหญ่ ซึ่งเป็นวิธีคิดที่อาจจะขาดรายละเอียด เพราะร้านไซซ์ S ไม่ได้ใหญ่เสมอไป ขณะที่ร้านขายก๋วยเตี๋ยว ร้านขายทั่วไปที่ไม่ได้จดนิติบุคคลที่อาจจะมียอดขายเยอะด้วยก็ได้ แต่ได้เข้าโครงการไทยช่วยไทยพลัส ส่วนร้านที่จดทะเบียนนิติบุคคลถูกต้อง เสียภาษีถูกต้อง ไม่ได้เข้า เลยเป็นความเหลื่อมล้ำและกลายเป็นการลงโทษผู้ที่ทำดี
ดังนั้น ในโอกาสที่โครงการไทยช่วยไทยพลัส ยังมีเวลาอีก 3 เดือนกว่าจะสิ้นสุดโครงการ จึงอยากเรียกร้องให้รัฐบาลปรับแก้กฎเกณฑ์ของฝั่งร้านค้า ร้านอาหาร โดยให้นิติบุคคลไซซ์ S ที่จดทะเบียนถูกต้อง สามารถเข้าร่วมโครงการไทยช่วยไทยพลัส ในช่วงเวลาที่เหลือได้ด้วย อีกส่วนหนึ่ง คือ ผู้ลงทะเบียนไทยช่วยไทยพลัส จากที่รัฐบาลตั้งสิทธิไว้ 30 ล้านสิทธิ มีผู้ลงทะเบียนปัจจุบัน อยู่ประมาณ 26 ล้านคน เท่ากับว่ายังมีอีกประมาณ 4 ล้านคน ที่ยังไม่ได้เข้ามาลงทะเบียนเพื่อขอรับสิทธิ แปลว่ามีวงเงินเหลือประมาณ 1.6 หมื่นล้านบาท ซึ่งสามารถนำงบก้อนนี้ มาช่วยสนับสนุนผู้ประกอบการนิติบุคคลที่ทำถูกต้องได้ด้วย และเป็นการจูงใจให้ร้านค้าเข้าระบบภาษีได้ด้วย
นายณัฐพงษ์ กล่าวตอนท้ายว่า ทางฝั่งผู้ประกอบการก็โดนวิกฤติปัญหาหลายอย่างรุมล้อม ทั้งวิกฤติพลังงาน เศรษฐกิจที่ทำให้กำลังซื้อหดตัว ทั้งนี้ วันนี้รัฐบาลบอกว่ากำลังจะเอาโครงการไทยช่วยไทยพลัสเข้าร่วมแพลตฟอร์ม ซึ่งจริงๆ ก็มีเสียงสะท้อนจากผู้ประกอบการธุรกิจร้านค้ากำลังโดนแพลตฟอร์มเอาเปรียบอยู่ ดังนั้นเราเองต้องช่วยกันตั้งคำถาม ว่าสิ่งที่รัฐบาลดำเนินโครงการแบบนี้มีความเหมาะสมหรือไม่ อย่างไร
“เราไม่ได้ค้านในส่วนนี้ แต่ว่าอย่างที่บอก อย่าทำงานหยาบ ถ้าทำงานละเอียดลงในรายละเอียด จะแก้ปัญหาได้ตรงจุดมากกว่านี้” นายณัฐพงษ์ กล่าว.



