สำนักข่าวต่างประเทศรายงานจากกรุงวอชิงตัน สหรัฐอเมริกา เมื่อวันที่ 1 ต.ค. ว่า รัฐบาลสหรัฐเข้าสู่ภาวะชัตดาวน์อย่างเป็นทางการ ตั้งแต่วันที่ 1 ต.ค. เนื่องจากสภาคองเกรสและทำเนียบขาวของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ยังไม่สามารถบรรลุข้อตกลงงบประมาณระยะสั้นได้ทันเวลา โดยจุดขัดแย้งสำคัญคือ ข้อเรียกร้องของพรรคเดโมแครตให้เพิ่มงบประมาณด้านการดูแลสุขภาพ โดยเฉพาะโครงการประกันสุขภาพ “โอบามาแคร์” แต่รัฐบาลทรัมป์ต้องการยกเลิก


สำหรับสถานการณ์นับจากนี้ เจ้าหน้าที่รัฐบาลกลางประมาณ 750,000 คน อาจถูกพักงานหรือทำงานโดยไม่รับเงินเดือนในระยะนี้ ขณะที่การทำงานของหน่วยงานสำคัญหลายแห่งอาจล่าช้ากว่าปกติ แม้บริการสำคัญและสวัสดิการขั้นพื้นฐานสำหรับประชาชนจะยังคงให้บริการตามปกติ


การชัตดาวน์ครั้งนี้ อาจทำให้เจ้าหน้าที่รัฐซึ่งถูกพักงานชะลอการใช้จ่าย ส่งผลต่อเศรษฐกิจภายในประเทศ โดยนักวิเคราะห์ประเมินว่า หากการชัตดาวน์ยาวนานถึง 1 เดือน เศรษฐกิจสหรัฐอาจหดตัว 0.1-0.2%


ขณะเดียวกัน การที่สหรัฐเป็นประเทศซึ่งมีเศรษฐกิจขนาดใหญ่ที่สุดในโลก การชัตดาวน์อาจทำให้การนำเข้าและส่งออกล่าช้า เพราะหน่วยงานศุลกากรหรือหน่วยงานควบคุมมาตรฐานสินค้าของสหรัฐ จะไม่สามารถทำงานได้เต็มที่

นอกจากนั้น ความไม่แน่นอนทางการเมืองยังส่งผลต่อความเชื่อมั่นของนักลงทุนและผู้บริโภค ทำให้การตัดสินใจลงทุนของนักลงทุนจะมีความระมัดระวังมากขึ้น


ทั้งนี้ วุฒิสภาสหรัฐจะกลับมาประชุมกันอีกครั้งในวันศุกร์ที่ 3 ต.ค. ขณะที่ตอนนี้ พรรครีพับลิกันกับพรรคเดโมแครตต่างโยนความผิดให้กันไปมา ว่าอีกฝ่ายเป็นต้นเหตุของการชัตดาวน์.

เครดิตภาพ : AFP