สำนักข่าวต่างประเทศรายงานจากกรุงปารีส ประเทศฝรั่งเศส เมื่อวันที่ 17 ก.ค. ว่านายฟาติห์ บิโรล ผู้อำนวยการทบวงการพลังงานระหว่างประเทศ (ไ ออีเอ ) กล่าวว่า หากสหรัฐและอิหร่านไม่สามารถฟื้นฟูการขนส่งน้ำมันผ่านช่องแคบฮอร์มุซได้ในเร็ววัน โลกอาจต้องเผชิญกับความเสี่ยงด้านความมั่นคงทางพลังงาน
แม้ราคาพลังงานทั่วโลกปรับตัวสูงขึ้นอย่างมาก แต่ผู้อำนวยการไออีเอมองว่า ยังมีหลายปัจจัยที่ช่วยชะลอการเพิ่มขึ้นของราคา ได้แก่ การที่จีนมีน้ำมันสำรองมากกว่า 1,000 ล้านบาร์เรลก่อนเกิดสงคราม การลดการใช้น้ำมันผ่านการใช้รถยนต์ไฟฟ้าและระบบขนส่งสาธารณะ รวมถึงการที่ไออีเอประสานให้ประเทศสมาชิกปล่อยน้ำมันจากคลังสำรองรวมกันได้สูงสุด 400 ล้านบาร์เรล
อย่างไรก็ตาม บิโรลเตือนว่า มาตรการดังกล่าวเป็นเพียงการแก้ปัญหาในระยะสั้นและไม่สามารถดำเนินต่อไปได้ตลอด พร้อมย้ำว่า สงครามอิหร่านก่อให้เกิดวิกฤติด้านพลังงานรุนแรงที่สุดครั้งหนึ่งในประวัติศาสตร์
????️ “Countries are thinking not only about the kind of measures they can take today, but how they're going to develop their energy strategies for tomorrow”
— International Energy Agency (@IEA) July 16, 2026
In this @BloombergTV interview, @fbirol discusses recent developments in the Hormuz crisis & how countries are responding ???? pic.twitter.com/gbAOwZ0Xaz
ขณะที่การเพิ่มกำลังการผลิตของสหรัฐ ซึ่งเป็นผู้ผลิตน้ำมันและก๊าซรายใหญ่ที่สุดของโลก มีส่วนช่วยบรรเทาความตึงตัวของอุปทาน แม้สหรัฐจะสามารถเพิ่มกำลังการผลิตได้เพียงวันละประมาณ 1-2 ล้านบาร์เรล และไม่สามารถเพิ่มได้ถึงวันละ 10 ล้านบาร์เรล
นอกจากนี้ วิกฤติอุปทานน้ำมันและก๊าซส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจโลกอย่างไม่เท่าเทียม โดยประเทศในเอเชียได้รับผลกระทบมากที่สุด เนื่องจากก่อนเกิดวิกฤติ ภูมิภาคนี้พึ่งพาพลังงานที่ขนส่งผ่านช่องแคบฮอร์มุซถึง 80-90% แม้ญี่ปุ่นและเกาหลีใต้จะได้รับผลกระทบเช่นกัน แต่ประเทศกำลังพัฒนาอย่างปากีสถาน บังกลาเทศ และอินเดีย เผชิญผลกระทบรุนแรงกว่า.
เรียบเรียงโดย : ทีมข่าวต่างประเทศ
เครดิตภาพ : REUTERS



