สำนักข่าวเอเอฟพีรายงานจากนครนิวยอร์ก สหรัฐอเมริกา เมื่อวันที่ 1 ต.ค. ว่าในการกล่าวปราศรัยพิเศษที่การประชุมสหประชาชาติว่าด้วยชาวโรฮีนจา นายหม่อง ซอเยดอลลาห์ ชูภาพถ่ายผู้หญิงและเด็กที่เสียชีวิตในชุดพลเรือน และกล่าวว่า พวกเขาถูกสังหารโดยกองทัพอาระกัน (เอเอ) ขณะต่อสู้กับกองทัพเมียนมาในรัฐยะไข่ เมื่อวันที่ 5 ส.ค. 2567

น.ส.ไว ไว นู ผู้ก่อตั้งเครือข่ายสันติภาพสตรี ที่เคยถูกคุมขังในเมียนมาหลายปี กล่าวว่า คณะทหารปิดกั้นความช่วยเหลือ เกณฑ์ชาวโรฮีนจามาเป็นโล่มนุษย์ และยังคงกดขี่ข่มเหงอย่างเป็นระบบ ขณะนี้ ชาวโรฮีนจาตกเป็นเป้าหมายของกองทัพอาระกัน ซึ่งเป็นกลุ่มติดอาวุธชาติพันธุ์ที่นับถือศาสนาพุทธเป็นหลัก พวกเขามียุทธวิธีที่คล้ายกับแนวคิดการสังหารหมู่ การเกณฑ์ทหาร การวางเพลิง การทรมาน และความรุนแรงทางเพศ ของรัฐบาลทหาร

นายฟิลิปโป กรันดี ข้าหลวงใหญ่ผู้ลี้ภัยแห่งสหประชาชาติ (ยูเอ็นเอชซีอาร์) กล่าวว่า ชะตากรรมของชาวโรฮีนจา ไม่เพียงแค่ถูกเลือกปฏิบัติ ถูกพรากสิทธิ และถูกละเมิดมานานหลายทศวรรษ แต่พวกเขายังติดอยู่กับความขัดแย้งทางชาติพันธุ์หลายครั้ง ที่ไม่ใช่ของพวกเขาเอง นอกจากนั้น ผู้ลี้ภัยชาวโรฮีนจาราว 1.2 ล้านคนในบังกลาเทศ กำลังเผชิญกับผลกระทบจากการตัดความช่วยเหลือระหว่างประเทศ

น.ส.ลัคกี คาริม ซึ่งใช้เวลา 6 ปี อาศัยอยู่ที่ค่ายผู้ลี้ภัย ในเมืองค็อกซ์บาซาร์ กล่าวว่า ชาวโรฮีนจาต้องทนทุกข์ทรมานอย่างหนัก ในค่ายผู้ลี้ภัยที่อันตรายและแออัดยัดเยียด เนื่องจากข้อจำกัดด้านโอกาสในการดำรงชีวิต เธอย้ำว่า เป้าหมายของพวกเขาคือการกลับคืนสู่บ้านเกิดเมืองนอนอย่างปลอดภัยพร้อมสิทธิ

ก่อนหน้านั้น นางจูลี บิชอป ทูตพิเศษสหประชาชาติ (ยูเอ็น) ประจำเมียนมา เตือนว่า การสู้รบระหว่างกองทัพเมียนมา และกลุ่มติดอาวุธชาติพันธุ์อาระกัน กำลังพิสูจน์ให้เห็นถึง “อุปสรรคที่ไม่อาจเอาชนะได้” ของการหวนคืนสู่มาตุภูมิของชาวโรฮีนจา.

เครดิตภาพ : AFP