เมื่อเวลา 13.30 น. วันที่ 1 ต.ค. ที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ตร.) นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทย เป็นประธานมอบนโยบายการปฏิบัติราชการสำนักงานตำรวจแห่งชาติ และผู้บริหาร โดยก่อนเข้าห้องประชุม พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ผบ.ตร.) รอต้อนรับ และได้แนะนำผู้บริหารสำนักงานตำรวจแห่งชาติ พร้อมรับการเคารพจากกองเกียรติยศของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ

จากนั้น นายกฯ มอบนโยบายข้าราชการตำรวจ และผู้บริหารจำนวน 338 นาย ว่า วันนี้ตนรู้สึกยินดีเป็นอย่างยิ่ง และรู้สึกแปลก ๆ เพราะความสัมพันธ์ของพวกเรานั้น ไม่ค่อยมีเช่นนี้เท่าไหร่ นั่งเกร็งมาตลอดตั้งแต่ลงจากรถ พี่ต่าย (พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ) ก็ได้รายงานจนมั่นใจว่าเรามีความเป็นพี่น้องกันมากกว่าเป็นระดับผู้บังคับบัญชา เรียกว่าเป็นเพื่อนก็ไม่ใช่ เพราะคำว่าพี่น้องสำคัญกว่าเยอะ และมากกว่า 80% ของนายตำรวจในห้องนี้ มีความผูกพันและสัมพันธ์กันนับทศวรรษ หลายคนเคยเห็นตอนวิ่งอยู่แถวห้องสำนักงานของ พล.ต.อ.สนอง วัฒนวรางกูร อดีตรอง อ.ตร. ซึ่งเป็นพ่อตาของตน และบางคนเคยเห็นตนวิ่งอยู่ตรงสำนักงานของ พล.ต.อ.ธวัชชัย ภัยลี้ อดีต ผบ.ตร. ซึ่งเป็นที่ที่ตนได้พบกับพี่ต่าย และก็ทำให้ตนได้รู้จักกับหลาย ๆ คนในที่นี้ 

นายกฯ กล่าวต่อว่า เมื่อพูดถึงหน้าที่ตำรวจนั้น ตนตระหนักดีว่าอยู่ในอาชีพที่หนักที่สุดในโลก ตนได้เคยเห็นการทำงาน คนอื่นไปเที่ยวในช่วงเทศกาล แต่ตำรวจต้องอยู่เฝ้าพื้นที่ให้กับประชาชน ต้องทำงานอยู่ภายใต้การกดดันตลอดเวลา หลับนอนไม่เป็นเวลา บริหารจัดการเวลาส่วนตัวได้ยาก และแน่นอนว่าต้องอยู่ท่ามกลางภัยต่าง ๆ และความคาดหวังจากสังคมที่สูงมาก และตำรวจที่ตนถูกบ่มเพาะตั้งแต่เด็กถือเป็นที่พึ่งพา และสุดท้ายตนจึงได้มาเป็นลูกเขยตำรวจ แต่ก็ทำให้ตนได้บ่มเพาะนิสัย ที่ทำให้เชื่อมั่นในเรื่องของวินัยและความทุ่มเทเสียสละของตำรวจ หรือเรื่องของความคิดและเรื่องของการเป็นที่พึ่งของพี่น้องประชาชน ดังนั้น เมื่อเป็นผู้ที่พิทักษ์สันติราษฎร์มาดูแลประชาชนให้กับรัฐบาล ก็เป็นหน้าที่ของรัฐบาล

นายกฯ กล่าวอีกว่า วันนี้ตนถือว่าเป็นผู้ที่มีบุญพาวาสนาส่งให้มาเป็นหัวหน้ารัฐบาล และความสัมพันธ์ของตนกับคนทั้งหลายในห้องนี้ เหนือกว่าคำว่ามิตรภาพ ดังนั้นตนพร้อมที่จะสนับสนุนภารกิจของสำนักงานตำรวจแห่งชาติในทุกด้าน ทั้งในด้านการดูแลทรัพยากรบุคคลให้ทุกคนได้รับความเป็นธรรม การเจริญเติบโตก้าวหน้าในด้านหน้าที่ราชการ สวัสดิการ การดูแลสุขภาพใจของพี่น้องตำรวจทุกนาย ไม่ใช่แค่ที่นั่งอยู่ในห้องนี้ แต่ยังรวมถึงผู้อยู่ใต้บังคับบัญชา เพราะสิ่งเหล่านี้ทำให้ตำรวจมีความพร้อมในการดูแลประชาชน

นายกฯ กล่าวต่อว่า สิ่งที่ตนยังต้องการให้ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ และผู้บริหารสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ทุกคนได้ให้ความร่วมมืออย่างเต็มที่ และทุ่มเททุกสรรพกำลังที่มีอยู่ คือเรื่องยาเสพติด ตนไม่อยากให้หัวหน้ารัฐบาลท่านไหนมาแล้วก็มาพูดเรื่องนี้กับท่าน ว่ายาเสพติดถือว่าเป็นภัยลำดับแรกที่สำคัญที่สุด จะต้องมีหมู่บ้านสีขาว มีการเอกซเรย์ แต่อยากให้หัวหน้ารัฐบาล ไม่ว่าท่านไหนที่จะมาต่อจากตน เมื่อมาพบเรื่องนี้กับผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ท่านสามารถลุกขึ้นยืนตอบแทนตำรวจทุกคนได้ ว่าได้จัดการเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ส่วนเรื่องของการสนับสนุน ตนให้สัตยาบันกับผู้บัญชาการแห่งชาติ และผู้บริหารสำนักงานตำรวจแห่งชาติทุกท่าน ว่า นอกจากภารกิจหน้าที่นายกรัฐมนตรีที่รับผิดชอบดูแลสำนักงานตำรวจแห่งชาติแล้ว ตนไม่ยอมตั้งรองนายกรัฐมนตรีฝ่ายความมั่นคง เพราะอยากทำงานกับตำรวจโดยตรง ตนเชื่อว่าในยุคที่ตนดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี และยุคที่พวกพี่ๆ ทุกคนอยู่ตรงนี้ ไม่มีใครรู้จักตำรวจดีกว่าตน ไม่มีใครมีความสัมพันธ์ที่ใกล้ชิดกับตำรวจมากเท่าตน

“วันนี้เป็นการสัมมนาของผู้ที่อยู่ในระดับบริหารของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ แต่ละท่านมียศตั้งแต่พลตำรวจตรีขึ้นไป นายพลของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ต้องไม่เป็นนายพลที่เขาบอกว่าเรี่ยราด แต่นายพลของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ต้องมีความเข้มแข็ง เป็นที่พึ่งของพี่น้องประชาชน เป็นกำลังสำคัญของประเทศ ทำหน้าที่พิทักษ์สันติราษฎร์ และขอให้ทุกท่านยึดมั่นในหลักนิติธรรม และบังคับใช้กฎหมายอย่างเป็นธรรม ที่สำคัญพวกเราต้องร่วมกันปกป้องสถาบันพระมหากษัตริย์ที่เป็นที่เคารพบูชาสูงสุดของพวกเรา และไม่ให้ใครมาทำการหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ ทำความเสื่อมเสียว่ากล่าวให้ร้ายสถาบันสูงสุดของเรา นี่คือภารกิจหลักอย่างหนึ่งของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ไม่ว่าท่านจะมีเครื่องหมาย ว.ป.ร. อยู่บนบ่าของท่านหรือไม่ แต่ยศของท่านตั้งแต่เป็นนายตำรวจยศแรก ท่านได้รับพระราชทานมา เพราะฉะนั้น ยศนี้เป็นของพระองค์ท่าน เราจึงมีความจำเป็นอย่างยิ่งที่ต้องรักษาไว้ซึ่งพระบรมเดชานุภาพ และปกป้องสถาบันพระมหากษัตริย์เราด้วยชีวิต” นายกฯ กล่าว

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า จากนั้นนายกฯ เดินทักทายผู้บริหารและข้าราชการตำรวจอย่างเป็นกันเอง ก่อนเดินทางกลับ.