นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รมว.พาณิชย์ เปิดเผยหลังมอบนโยบายแก่ผู้บริหารระดับสูง กระทรวงพาณิชย์ ว่า ได้มอบ 7 นโยบาย ควิก บิ๊ก วิน เพื่อให้เกิดผลสัมฤทธิ์ทางเศรษฐกิจโดยเร็ว ได้แก่ 1.การดูแลค่าครองชีพประชาชน ซึ่งนอกจากเดินหน้าจัดมหกรรมธงฟ้า 1,300 ครั้งต่อปี ลดภาระประชาชนกว่า 5,000 ล้านบาทต่อปีแล้ว จะมุ่งแก้ปัญหาลดค่าครองชีพเรื่องค่ารักษาพยาบาลที่ปรับตัวสูงขึ้นจนเป็นภาระต่อประชาชน โดยร่วมมือกับโรงพยาบาลเอกชนกว่า 100 แห่ง ลงนามเอ็มโอยูกับกระทรวงพาณิชย์ภายในเดือน ต.ค.นี้ เพื่อให้เปิดเผยราคายาก่อนชำระเงิน สำหรับให้ประชาชนมีทางเลือกในการซื้อยาภายนอกโรงพยาบาล คาดว่าจะช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายกว่า 32,400 ล้านบาทต่อปี
“หากประชาชนไปรักษาที่โรงพยาบาลเอกชน ทางโรงพยาบาลจะต้องแจ้งรายละเอียดราคายาทั้งหมดให้ทราบ และประชาชนสามารถตัดสินใจได้ว่าจะเลือกซื้อยากับโรงพยาบาลหรือเลือกออกไปซื้อยาเองข้างนอกกับร้านขายยาที่อาจมีราคาถูกกว่า นอกจากนี้ จะดูแลเวชภัณฑ์ที่จำเป็น โดยการควบคุมโครงสร้างต้นทุน ผ้าก๊อซ สำลี แผ่นแปะแผล ถุงมือยาง ชุดตรวจเอทีเค ซึ่งจะลดค่าครองชีพให้กับประชาชนได้เพิ่มเติมอีก 1,100 ล้านบาท สำหรับผลลัพธ์ที่คาดว่าจะได้นอกจากการลดความแออัดของโรงพยาบาลรัฐ ลดภาระบุคลากรทางการแพทย์ของภาครัฐแต่ยังช่วยให้ประชาชนเข้าถึงบริการไปโรงพยาบาลเอกชนมากขึ้นและทำให้ประชาชนมีค่าใช้จ่ายน้อยลงเอาไว้แทน”
นางศุภจี กล่าวว่า นโยบายด้านอื่น จะมีทั้ง 2.การเจรจากับสหรัฐ เพื่อเร่งสรุปความตกลงว่าด้วยภาษีตอบโต้ไทย-สหรัฐ ภายในเดือนธ.ค.68 ล่าสุด การเจรจาเกือบเสร็จหมดแล้ว เหลือเพียงปรับปรุงกฎว่าด้วยถิ่นกำเนิดสินค้า เพื่อให้สินค้าจากไทยได้รับสิทธิเสียภาษีตอบโต้ 19% 3. การค้าชายแดนไทย–กัมพูชา โดยจัดมหกรรมธงฟ้าลดค่าครองชีพ การสนับสนุนค่าขนส่งสินค้าฟรี 100 บาทต่อชิ้นร่วมกับไปรษณีย์ไทย การเพิ่มช่องทางการตลาดใหม่ทดแทน และการเร่งหาตลาดใหม่ 4.เดินหน้าเจรจาความตกลงการค้าเสรี (เอฟทีไอ) และบุกตลาดใหม่ ปีนี้ตั้งเป้าหมายปิดการเจรจากับเกาหลีใต้ ส่วนตลาดใหม่ เช่น ตะวันออกกลาง (ซาอุดีอาระเบีย, สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์), แอฟริกาใต้, อินเดีย, เวียดนาม เป็นต้น
5. รักษาเสถียรภาพราคาสินค้าเกษตร โดยจัดทำมาตรการเชิงรุกก่อนผลผลิตจะออก ส่วนข้าว จะเร่งผลักดันการส่งออกให้ได้ 1 ล้านตันในระยะสั้นนี้ ทั้งการขายรัฐต่อรัฐ (จีทูจี) กับจีน 500,000 ตัน เตรียมทำเอ็มโอยูกับสิงคโปร์ให้ซื้อข้าวไทย 100,000 ตัน เจรจากับญี่ปุ่นคงโควตานำเข้าจากไทยไว้ที่ไม่ต่ำกว่า 300,000 ตัน 6.เสริมแกร่งเอสเอ็มอี และเพิ่มมูลค่าสินค้าไทย โดยสนับสนุนการเข้าถึงตลาดใหม่ พัฒนาศักยภาพด้วยเทคโนโลยี สนับสนุนสินเชื่อ เป็นต้น และ 7. ปรับกฎระเบียบและใช้เทคโนโลยี โดยเร่งปรับปรุงกฎหมายและระเบียบที่เป็นอุปสรรคต่อธุรกิจ นำเอไอมาช่วยวิเคราะห์ข้อมูลทางการค้า ขยายช่องทางขายสินค้าออนไลน์
น.ส.สุนันทา กังวานกุลกิจ อธิบดีกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ กล่าวว่า ในการเร่งหาตลาดส่งออกใหม่ๆ ในช่วง 4 เดือนจากนี้ เตรียมจัดคณะผู้แทนการค้าเดินทางไปเจรจาการค้ากับจีน เจาะลึกเป็นรายมณฑล เช่น ฉงชิ่ง รวมถึงเวียดนาม อินเดีย และจัดกิจกรรมจับคู่เจรจาธุรกิจแบบสุดพิเศษ โดยเชิญผู้นำเข้า ผู้ซื้อจากสหรัฐ ยักษ์ใหญ่ และเป็นหน้าใหม่ มาเจรจาธุรกิจกับผู้ผลิต ผู้ส่งออกรายใหญ่ของไทย เพื่อเพิ่มคำสั่งซื้อ และช่องทางการขายใหม่ๆ คาดว่า การส่งออกสินค้าไทยในปีนี้จะขยายตัวได้ 6-7% เมื่อเทียบปี 67 จากเป้าหมายที่โต 2-3% คิดเป็นมูลค่ากว่า 12 ล้านล้านบาท จากปีก่อนที่ได้ประมาณ 10 ล้านล้านบาท สูงสุดเป็นประวัติการณ์



