เมื่อวันที่ 18 มิ.ย.69 นายพชร นริพทะพันธุ์ กรรมการ ก.ล.ต. (คณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์) ให้ความเห็นต่อกระแสการลงทุนดาต้าเซ็นเตอร์ และอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ขั้นสูงกำลังไหลเข้าไทยอย่างต่อเนื่อง โดยระบุว่าตัวเลขการลงทุนดูน่าตื่นเต้นในขณะนี้ไม่ได้เป็นสิ่งรับประกันว่าไทยจะได้รับประโยชน์สูงสุดจากกระแสนี้ หากไม่เรียนรู้บทเรียนจากความผิดพลาดในอดีต
สิ่งที่กำลังเกิดขึ้นกับ ดาต้าเซ็นเตอร์ ในปัจจุบันมีความคล้ายคลึงกับสิ่งที่เคยเกิดขึ้นในยุคทองของพลังงานสะอาดระหว่างปี 55–60 อย่างน่าตกใจ ครั้งนั้นไทยมีโอกาสสร้างระบบนิเวศอุตสาหกรรมใหม่ทั้งอุปกรณ์เชื่อมต่อ Smart Grid และแบตเตอรี่ แต่สุดท้ายโอกาสนั้นถูกบริษัทขนาดใหญ่ดูดสภาพคล่องไปจนหมด ระบบนิเวศที่ควรจะเกิดไม่ได้เกิดขึ้นจริง
ปัจจุบันถือเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญของเศรษฐกิจดิจิทัลไทยอีกครั้ง โดยจากข้อมูลของ บีโอไอ พบว่า การลงทุนดาต้าเซ็นเตอร์ เพิ่มขึ้นมากกว่า 7 เท่าภายในปีเดียว จาก 98.539 พันล้านบาทในปี 67 เป็น 728 พันล้านบาทในปี 68 จาก 36 โครงการ และโมเมนตัมยังไม่ชะลอลง ไตรมาส 1 ปี 69 เพียงไตรมาสเดียว ภาคดิจิทัลดึงการลงทุนสูงสุดในประเทศที่ 873,741 ล้านบาท หรือ 27.3 พันล้านดอลลาร์ จาก 48 โครงการ โดย ดาต้าเซ็นเตอร์ คิดเป็นสัดส่วนประมาณ 86% ของมูลค่าการลงทุนรวมทั้งหมดในไตรมาสนี้ ขณะที่ภาคอิเลคทรอนิกส์และเครื่องใช้อิเลกทรอนิกส์ ดึงการลงทุนเพียง 40,456 ล้านบาท จาก 80 โครงการในช่วงเวลาเดียวกัน

ตัวเลขเหล่านี้แม้จะดูน่าตื่นเต้นมาก แต่คำถามที่สำคัญกว่าคือ เม็ดเงินดังกล่าวจะสร้างมูลค่าเพิ่มให้ผู้ประกอบการไทยจริงหรือไม่ หรือจะเป็นแค่การนำเข้าเซิร์ฟเวอร์มาตั้งในประเทศแล้วส่งกำไรกลับออกไป สัดส่วนที่ดาต้าเซ็นเตอร์โตกว่า อิเลกทรอนิกส์ถึง 21 เท่า บอกเราว่าโมเมนตัมตอนนี้คือการนำเข้าอุปกรณ์ ไม่ใช่การสร้างเทคโนโลยีในประเทศ
นายพชร ยังกล่าวถึงความเคลื่อนไหวเชิงนโยบายของรัฐบาลภายหลังตั้งคณะกรรมการนโยบายอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์และอิเล็กทรอนิกส์ขั้นสูงแห่งชาติ ว่าเป็นโอกาสอันดีที่รัฐบาลจะได้ยกระดับเซมิคอนดักเตอร์ขึ้นเป็นวาระแห่งชาติอย่างต่อเนื่อง จากที่ได้เริ่มต้นในสมัยรัฐบาลน.ส.แพทองธาร ชินวัตร
การทำงานต่อเนื่องของคณะกรรมการภายใต้รัฐบาลชุดนี้ ถือเป็นสัญญาณที่ดีที่นโยบายไม่ได้ขาดตอนตามการเปลี่ยนรัฐบาล โดยทราบว่าได้มีการพิจารณาร่างโรดแมปเซมิคอนดักเตอร์แห่งชาติมีการระบุถึงเป้าผลักดันประเทศไทย สู่การเป็นฐานออกแบบและผลิตชิปของภูมิภาคภายใต้วิสัยทัศน์ Made-in-Thailand Chips ภายในปี 2050 ถือเป็นเรื่องที่ดี แต่โจทย์ที่จะต้องมองต่อคือ คณะกรรมการชุดนี้จะทำอย่างไรให้ Made-in-Thailand Chips ไม่ใช่เพียงแค่สโลแกน แต่ต้องทำโดยยกระดับให้อุตสาหกรรมนี้เป็น Made-in-Thailand Value ได้ที่แท้จริง
ความแตกต่างระหว่างสองคำนี้คือหัวใจของความสำเร็จหรือความล้มเหลวของนโยบายนี้ Made-in-Thailand บอกแค่ว่าสินค้าประกอบหรือผลิตที่ไหน แต่ Made-in-Thailand Value บอกว่ามูลค่าเพิ่มตกอยู่กับใคร ถ้าไทยมีโรงงานเต็มประเทศ แต่การออกแบบ ทรัพย์สินทางปัญญา และกำไรส่วนใหญ่ยังเป็นของต่างชาติ เราก็แค่เปลี่ยนจากผู้รับจ้างประกอบจากอุตสาหกรรมเดิมในอดีต มาเป็นผู้รับจ้างประกอบชิปในปัจจุบัน โครงสร้างปัญหาเดิม ไม่ได้เปลี่ยนไป
ทั้งนี้ ขอเสนอแนวทางเชิงนโยบาย 4 ด้าน ที่ต้องดำเนินการพร้อมกัน เพื่อให้ Made-in-Thailand Chips กลายเป็น Made-in-Thailand Value ได้จริง
ด้านที่ 1 ออกแบบระบบพลังงานให้รองรับอุตสาหกรรมใหม่โดยเฉพาะ ไม่ใช่แค่แก้กฎหมายให้ขายไฟตรงได้ แต่ต้องวางแผนกำลังการผลิตไฟฟ้าและโครงข่ายสายส่งที่รองรับความต้องการสูงสุดของดาต้าเซ็นเตอร์ไปพร้อมกัน และต้องเป็นพลังงานสะอาดเพื่อตอบโจทย์ Carbon Neutrality ที่นักลงทุนต่างชาติต้องการรายงาน
ด้านที่ 2 สร้างระบบนิเวศ (Ecosystem)ไม่ใช่แค่ดึงโครงการเดี่ยวๆ บทเรียนจากยุคพลังงานสะอาดชี้ว่าการมีบริษัทใหญ่เข้ามา ไม่ได้แปลว่าระบบนิเวศอุตสาหกรรมจะเกิดขึ้นตามมาโดยอัตโนมัติ ต้องออกแบบนโยบายที่ดึงดูด Supplier ขนาดกลาง ผู้ให้บริการเฉพาะทาง และ Startup เทคโนโลยีเข้ามาพร้อมกับการลงทุนหลัก รวมถึงผลักดันอุตสาหกรรมต้นน้ำอย่าง IC Design และ Wafer Fabrication ให้เกิดขึ้นจริง
ด้านที่ 3 ป้องกันความขาดแคลน (Scarcity) ทรัพยากรอย่างน้ำสะอาด พลังงาน และที่ดินในเขต EEC ที่จะเกิดขึ้นระหว่างอุตสาหกรรมเก่าและใหม่ รัฐต้องวางแผนการจัดสรรที่ชัดเจนและเป็นธรรมไม่เช่นนั้นจะเป็นปัญหาคอขวดเกิดขึ้นใหม่ตามมาอีก
ด้านที่ 4 สร้าง Made-in-Thailand Value ไม่ใช่แค่ Made-in-Thailand แต้ต้องวางนโยบายที่จะทำให้เกิดการถ่ายทอดเทคโนโลยีและ Local Content ที่มีนัยสำคัญ
“มาถึงตอนนี้อุตสาหกรรมใหม่ที่ประเทศเราจะตั้งเป้าผลักดันเป็นหลักในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจได้มาถึงแล้ว อยู่ที่ว่ารัฐบาลจะคว้าและส่งเสริมให้เกิดขึ้นจริงในทางปฏิบัติได้หรือไม่ และโจทย์ที่ยิ่งใหญ่กว่านั้นคือ รัฐบาลต้องสร้างระบบนิเวศการลงทุนให้เกิดขึ้นและเป็นประโยชน์ต่อคนไทยอย่างแท้จริง” นายพชร กล่าว



