เมื่อวันที่ 1 ต.ค. ที่อาคารไอราวัตพัฒนา ศาลาว่าการกทม. ดินแดง นายนายวิพุธ ศรีวะอุไร ประธานสภากรุงเทพมหานคร เป็นประธานการประชุมสภากรุงเทพมหานคร สมัยประชุมสามัญ สมัยที่4 ครั้งที่1 ประจำปี 2568 โดยมีนายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าฯกทม. คณะผู้บริหาร กทม.และสมาชิกสภากรุงเทพมหานคร (สก.) เข้าร่วมการประชุม

ในที่ประชุม นายชัชชาติ ได้เสนอร่างข้อบัญญัติกทม. เรื่องงบประมาณรายจ่ายเพิ่มเติมประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 พ.ศ….. ในกรอบวงเงินไม่เกิน 32,625,106,200 บาท เป็นรายจ่ายพิเศษจ่ายจากเงินสะสมจ่ายขาดของ กทม. ในการชำระหนี้ค่าจ้างเดินรถและค่าซ่อมบำรุงโครงการรถไฟฟ้าสายสีเขียว ส่วนต่อขยายที่ 1 และส่วนต่อขยายที่ 2 ตั้งแต่เดือนมิ.ย. 2564 จนถึง เดือนส.ค. 2568 ตามที่หน่วยงานเสนอ ซึ่งได้รวมดอกเบี้ยจนถึงเดือนพ.ย. 2568

นายชัชชาติ กล่าวว่า การที่ศาลมีคำพิพากษาที่ชัดเจนทำให้เรามั่นใจ ซึ่งที่ผ่านมาคณะกรรมการวิสามัญฯ ได้แจ้งให้เรามีการเจรจา เราก็มีขั้นตอนในการเจรจา ที่ใช้เวลาพูดคุย ซึ่งต้องเรียนว่าที่ผ่านมา ฝ่ายบริหารได้ทำอย่างดีที่สุด เราอาจจะไม่ถูกใจ ไม่รวดเร็วเหมือนอย่างที่บางคนได้คาดหวังไว้ แต่ทุกอย่างทำด้วยความรอบคอบ


“วันนี้ศาลมีคำสั่งออกมาแล้ว ก็ต้องปฏิบัติตาม ส่วนเรื่องค่าใช้จ่ายในอนาคต ตอนแรกมีนโยบายเรื่องรถไฟฟ้า 20 บาท ซึ่งจากที่คุยช่วงรัฐบาลที่ผ่านมา จะช่วยดูแลเรื่องค่าใช้จ่ายในการเดินรถให้ แต่วันนี้นโยบายนั้นไม่มีแล้ว ก็คงต้องดำเนินการออกเป็นข้อบัญญัติ ซึ่งนำเงิน สะสมจ่ายขาดที่เหลือ หรืองบกลางที่มี มาใช้ ซึ่งต้องทำตามกฏหมายที่เกี่ยวข้อง และนำเสนอให้สภากทม. พิจารณาต่อไป”

ทั้งนี้ นายชัชชาติ ยังได้รายงานถึงสถานะการเงินการคลังของกทม. ณ วันที่ 24 กันยายน 2568 เงินฝากธนาคาร86,575.25 ล้านบาท และมีภาระหนี้ผูกพันจำนวน 192 โครงการ เป็นเงินจำนวน 75,698.52 ล้านบาท ขณะที่ฐานะเงินสะสมประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2568 ปลอดภาระผูกพัน 33,741.18 ล้านบาท


ทั้งนี้ กทม. มีค่าใช้จ่ายที่จะต้องจ่ายในส่วนต่อขยายที่หนึ่งและสองปีละประมาณ 8,400 ล้านบาท มีการเก็บค่าโดยสารปีละประมาณ 2,400 ล้านบาท ซึ่งมีส่วนต่างอยู่ ประมาณ 6000 ล้านบาท ซึ่งหน้าที่ของฝ่ายบริหารคือต้องทำให้รอบคอบที่สุด

นายนภาพล จิระกุล สก.เขตบางกอกน้อย กล่าวว่า ในฐานะประธานกรรมการวิสามัญ การแก้ไขปัญหารถไฟฟ้าสายสีเขียว ได้เห็นเรื่องนี้เข้าที่ประชุมสภาฯก็ดีใจเพราะ กทม. รับภาระหนี้ในดอกเบี้ยน้อยลงแล้ว แต่ยังไงก็ตามอยากให้มีการ ชี้แจงรายละเอียดในการจัดสรรงบประมาณให้ชัดเจน เพื่อไม่ให้เกิดความสงสัย ในการใช้งบประมาณ และไม่เกิดภาระหนี้ในอนาคต

ทั้งนี้ที่ประชุมสภากทม.มีมติเห็นชอบรับหลักการ พร้อมตั้งคณะกรรมการวิสามัญ จำนวน 24 คน กำหนดแปรญัตติ 1วันทำการ คาดว่าจะเข้าสู่วาระ2และวาระ3 ในวันที่ 8 ต.ค.นี้

นายชัชชาติ กล่าวเพิ่มว่า กทม.จะไม่อุทธรณ์คำสั่ง เนื่องจากหากยืดเวลาออกไปจะทำให้ดอกเบี้ยเพิ่มขึ้น และในวันนี้ได้เสนอเรื่องเข้าสู่ที่ประชุมสภา กทม. เพื่ออนุมัติงบประมาณจ่ายหนี้ดังกล่าวแล้ว ซึ่งกทม.วางแผนจะชำระหนี้ที่ติดค้างตั้งแต่ปี 2565 ตามคำสั่งศาล โดยจะชำระครอบคลุมไปถึงเดือนสิงหาคม 2568 รวมวงเงินประมาณ 32,000 ล้านบาท โดยใช้เงินสะสมที่มีอยู่เกือบทั้งหมด เหลือสำรองเพียง 2,000–3,000 ล้านบาทเพื่อกรณีฉุกเฉิน เพื่อทำให้ปัญหาที่ค้างคามานานปิดฉากลงในสมัยการบริหารชุดปัจจุบัน และไม่เป็นภาระติดค้างต่อไป

นายชัชชาติ กล่าวต่อไปว่า ในอนาคตอาจจำเป็นต้องปรับราคาค่าโดยสารในส่วนต่อขยายของรถไฟฟ้าสายสีเขียว เนื่องจากค่าใช้จ่ายในการเดินรถอยู่ที่กว่า 7,100 ล้านบาทต่อปี แต่จัดเก็บรายได้จากค่าโดยสารได้เพียงราว 2,000 ล้านบาท ทำให้กทม ต้องนำงบประมาณไปชดเชยมากกว่า 4,000 ล้านบาทต่อปี ซึ่งไม่สามารถแบกรับได้ต่อไป

โดยเบื้องต้นอาจปรับอัตราค่าโดยสารจาก 15 บาท เป็นตามสูตรคิดตามระยะทาง เหมือนกับรถไฟฟ้าสายอื่น เพื่อให้เกิดความเป็นธรรมและสอดคล้องกับต้นทุนจริง ซึ่งแม้ว่าการปรับขึ้นค่าโดยสารจะทำให้จำนวนผู้ใช้บริการลดลงตามกลไกอุปสงค์และอุปทาน แต่ถือเป็นสิ่งจำเป็น เพราะไม่อาจใช้งบประมาณของประชาชนทั้งหมดมาสนับสนุนเรื่องดังกล่าวเพียงเริ่องเดียวได้ โดยเฉพาะเงินที่มาจากผู้ที่ไม่ได้ใช้บริการรถไฟฟ้า ที่ต้องนำมาชดเชยค่าใช้จ่ายส่วนนี้

สำหรับประเด็นหนี้ค่าโครงสร้างพื้นฐาน นายชัชชาติ ระบุว่า ยังต้องหารือกับรัฐบาล เนื่องจากการก่อสร้างเดิมเป็นของการรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย (รฟม.) ก่อนจะโอนมาให้กทม.เป็นผู้รับผิดชอบ ทำให้ในอนาคตยังมี 2 เรื่องใหญ่ที่ต้องจัดการต่อ คือ ภาระการจ่ายค่าจ้างเดินรถรายปีที่เก็บค่าโดยสารไม่เพียงพอ และหนี้ด้านโครงสร้างที่เป็นของรัฐบาล ซึ่งต้องหาข้อยุติร่วมกัน

“การชำระหนี้จำนวน 32,000 ล้านบาทนี้ จะช่วยเคลียร์ปัญหาที่สะสมมานาน และเป็นการสร้างความมั่นใจว่ากทม.จะเดินหน้าพัฒนาระบบขนส่งมวลชนได้อย่างมีเสถียรภาพในอนาคต”.